ความรู้เกี่ยวกับการศึกษา


ยกระดับการศึกษาด้วยเทคโนโลยี

โพสต์17 ก.พ. 2558 00:24โดยJit Thep   [ อัปเดต 4 ต.ค. 2558 20:32 ]

โลกในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีมีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การศึกษาของไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทย อีกทั้งการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หากประเทศไทยสามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยได้สำเร็จ จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยได้อีกด้วย

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด จับมือบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อมอบสิทธิการใช้งานระบบคลาวด์ การทำงานและสื่อสารระบบ Office 365 for Education สำหรับนักเรียน 8 ล้านคนและบุคลากรครูอีก 400,000 คนทั่วประเทศ โดยข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการสานต่อความสำเร็จของโครงการ Partners in Learning ไปจนถึงปี พ.ศ. 2562 และยังถือเป็นความร่วมมือในการวางระบบคลาวด์เพื่อการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์ทั่วโลก สำหรับโครงการ Office 365 นี้เป็นการสนับสนุนความพร้อมการใช้งานของ Office 365 Academic Plan 2 สำหรับนักเรียนและครูผู้สอนในสังกัดของ สพฐ. ให้เป็นไปตามแนวทางเลือกของแต่ละโรงเรียน นอกจากนี้จะมีการฝึกอบรม Office 365 ให้กับครูผู้สอนด้วย เพื่อให้เห็นภาพและเกิดการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาขึ้น

คุณสมบัติของระบบ Microsoft Office 365 for Education คือ สามารถเข้าถึงอีเมล เอกสาร รายชื่อผู้ติดต่อ และปฏิทิน ผ่านอุปกรณ์ได้เกือบทุกชนิด อีกทั้งนักเรียน คุณครู และบุคลากรในโรงเรียนทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายและปลอดภัย ผู้ใช้ยังสามารถใช้งาน Office 365 ร่วมกับโปรแกรมชุด Microsoft Office และโปรแกรมอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมได้อย่างไม่ติดขัด และคุณสมบัติในเชิงธุรกิจยังประกอบไปด้วย บริการช่วยเหลือด้านไอทีผ่านโทรศัพท์อัพไทม์การันตีที่ 99.9% และ SLA (สัญญาระดับบริการ) และมีระบบควบคุม พร้อมมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด และมีโซลูชั่นแบบครบวงจรที่ประกอบด้วย Office online เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานบนเดสก์ท็อป

ความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ในครั้งนี้จะช่วยให้ครูและนักเรียนทั่วประเทศมีศักยภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการศึกษาของทุกคนได้เป็นอย่างดี โดยความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการสนับสนุนการเตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และยังช่วยยกระดับการพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21 อันเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ สมาร์ท ไทยแลนด์ 2020 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน สพฐ. และไมโครซอฟท์ ตระหนักถึงประโยชน์และคุณค่าของเทคโนโลยีสำหรับการศึกษาและต้องการจะปรับปรุงการเข้าถึง และการใช้ไอซีที เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนร่วมกัน

คาดว่าอีกไม่นานเราคงจะได้เห็นการศึกษาไทยพัฒนาทัดเทียมไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่กำหนดให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษา เป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา  http://debatecompetitivo.org/

การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21

โพสต์31 ม.ค. 2558 22:34โดยJit Thep   [ อัปเดต 4 ต.ค. 2558 20:32 ]

การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21



การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 จะมีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ท้าทาย และซับซ้อน เป็นการศึกษาที่จะทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างเต็มไปด้วยสิ่งท้าทาย และปัญหา  รวมทั้งโอกาสและสิ่งที่เป็นไปได้ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น  โรงเรียนในศตวรรษที่ 21 จะเป็นโรงเรียนที่มีหลักสูตรแบบยึดโครงงานเป็นฐาน (project -based curriculum) เป็นหลักสูตรที่ให้นักเรียนเกี่ยวข้องกับปัญหาในโลกที่เป็นจริง เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์ และคำถามเกี่ยวกับอนาคตเชิงวัฒนธรรม สังคม และสากล

ภาพของโรงเรียนจะเปลี่ยนจากการเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นภาพของการเป็นศูนย์รวมประสาท (nerve centers) ที่ไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่จะเชื่อมโยงครู นักเรียนและชุมชน เข้าสู่ขุมคลังแห่งความรู้ทั่วโลก ครูเองจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือให้นักเรียนสามารถเปลี่ยนสารสนเทศเป็นความรู้ และนำความรู้เป็นเครื่องมือสู่การปฏิบัติและให้เป็นประโยชน์ เป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างความรู้ และต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการสืบค้น (create a culture of inquiry)

ในศตวรรษที่ 21 การให้การศึกษาตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม (Bloom´s Taxonomy of Learning) จะเปลี่ยนไป เน้นทักษะการเรียนรู้ขั้นที่สูงขึ้น (higher order learning skills) โดยเฉพาะทักษะการประเมินค่า (evaluating skills) จะถูกแทนที่โดยทักษะการนำเอาความรู้ใหม่ไปใช้อย่างสร้างสรรค์ (ability to use new knowledge in a creative way)  ในอดีตที่ผ่านมา นักเรียนไปโรงเรียนเพื่อใช้เวลาในการเรียนรายวิชาต่างๆ เพื่อรับเกรด และเพื่อให้จบการศึกษา แต่ในปัจจุบันจะพบปรากฏการณ์ใหม่ที่แตกต่างไป เช่น การเรียนการสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้เตรียมตัวเพื่อใช้ชีวิตในโลกที่เป็นจริง (life in the real world) เน้นการศึกษาตลอดชีวิต (lifelong learning) ด้วยวิธีการสอนที่มีความยืดหยุ่น (flexible in how we teach) มีการกระตุ้นและจูงใจให้ผู้เรียนมีความเป็นคนเจ้าความคิดเจ้าปัญญา (resourceful) ที่ยังคงแสวงหาการเรียนรู้แม้จะจบการศึกษาออกไป


ลักษณะของหลักสูตรในศตวรรษที่ 21 จะเป็นหลักสูตรที่เน้นคุณลักษณะเชิงวิพากษ์ (critical attributes) เชิงสหวิทยาการ (interdisciplinary) ยึดโครงงานเป็นฐาน (project-based) และขับเคลื่อนด้วยการวิจัย (research-driven) เชื่อมโยงท้องถิ่นชุมชนเข้ากับภาค ประเทศ และโลก ในบางโอกาสนักเรียนสามารถร่วมมือ (collaboration) กับโครงงานต่าง ๆได้ทั่วโลก เป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง พหุปัญญา เทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ความรู้พื้นฐานเชิงพหุสำหรับศตวรรษที่ 21 และการประเมินผลตามสภาพจริง รวมทั้งการเรียนรู้จากการให้บริการ (service) ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

ภาพของห้องเรียน จะขยายกลายเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น (greater community) นักเรียนมีคุณลักษณะเป็นผู้ชี้นำตนเองได้  (self-directed) มีการทำงานทั้งอย่างเป็นอิสระและอย่างร่วมมือกันคนอื่น หลักสูตรและการสอนจะมีลักษณะท้าทายสำหรับนักเรียนทุกคน และคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล หลักสูตรจะไม่เน้นการยึดตำราเป็นตัวขับเคลื่อน (textbook-driven) หรือแบบแยกส่วน (fragmented) เช่นในอดีต แต่จะเป็นหลักสูตรแบบยึดโครงงานและการบูรณาการ การสอนทักษะและเนื้อหาจะไม่เป็นจุดหมายปลายทาง (as an end) เช่นที่เคยเป็นมา แต่นักเรียนจะต้องมีการเรียนรู้ผ่านการวิจัยและการปฏิบัติในโครงงาน การเรียนรู้จากตำราจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ความรู้ (knowledge) จะไม่หมายถึงการจดจำข้อเท็จจริงหรือตัวเลข แต่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการวิจัยและการปฏิบัติโดยเชื่อมโยงกับความรู้และประสบการณ์เก่าที่มีอยู่ ทักษะและเนื้อหาที่ได้รับจะเกี่ยวข้องและมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติในโครงงาน จะไม่จบลงตรงที่การได้รับทักษะและเนื้อหาแล้วเท่านั้น การประเมินผลจะเปลี่ยนจากการประเมินความจำและความไม่เกี่ยวโยงกับความเข้าใจต่อการนำไปปฏิบัติได้จริง ไปเป็นการประเมินที่ผู้ถูกประเมินมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองด้วย (self-assessment)  ทักษะที่คาดหวังสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่เรียนรู้ผ่านหลักสูตรที่เป็นสหวิทยาการ บูรณาการ ยึดโครงงานเป็นฐาน และอื่นๆ ดังกล่าวจะเน้นเรื่อง 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills)  2) ทักษะชีวิตและอาชีพ (life and career skills) ทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (information, media and technology skills) ที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือ (collaboration) ในการทำงานเป็นทีม การคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) ในปัญหาที่ซับซ้อน การนำเสนอด้วยวาจาและด้วยการเขียน การใช้เทคโนโลยี ความเป็นพลเมืองดี การฝึกปฏิบัติอาชีพ การวิจัย และการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น

ดังนั้น การให้การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ต้องเปลี่ยนแปลงทัศนะ (perspectives) จากกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิม (tradition paradigm) ไปสู่กระบวนทัศน์ใหม่ (new paradigm) ที่ให้โลกของนักเรียนและโลกความเป็นจริงเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้  เป็นการเรียนรู้ที่ไปไกลกว่าการได้รับความรู้แบบง่ายๆ ไปสู่การเน้นพัฒนาทักษะและทัศนคติ — ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะองค์การ ทัศนคติเชิงบวก ความเคารพตนเอง นวัตกรรม ความสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร ทักษะและค่านิยมทางเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นตนเอง ความยืดหยุ่น การจูงใจตนเอง และความตระหนักในสภาพแวดล้อม  และเหนืออื่นใด คือ ความสามารถใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (the ability to handle knowledge effectively in order to use it creatively) ถือเป็นทักษะที่สำคัญจำเป็นสำหรับการเป็นนักเรียนในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายในการที่จะพัฒนาเรียนเพื่ออนาคต  ให้นักเรียนมีทักษะ ทัศนคติ ค่านิยม และบุคลิกภาพส่วนบุคคล เพื่อเผชิญกับอนาคตด้วยภาพในทางบวก (optimism) ที่มีทั้งความสำเร็จและมีความสุข

St George’s College. (n.d.). Educating for the 21st century. Retrieved January 2, 2013 from  http://www.stgeorgescollege.edu.pe/pg-en/educating-for-the-21st-century.php


ขอขอบคุณข้อมูล : หนังสือ “กระบวนทัศน์ใหม่ทางการศึกษา: กรณีทัศนะต่อการศึกษาศตวรรษที่ 21 – 2556″   (ต้นฉบับร่างขอบข่ายเนื้อหา)

Source:  http://www.glenwoodacademy.com/21st-century-education/?doing_wp_cron=1362985224.3900759220123291015625


แนวคิดการจัดการเรียนรู้สำหรับครูในศตวรรษที่ 21

โพสต์31 ม.ค. 2558 22:20โดยJit Thep   [ อัปเดต 4 ต.ค. 2558 20:32 ]

แนวคิดในการใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการส่งเสริมการศึกษาในศตวรรษที่ 21

1) การใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการพัฒนาสมรรถนะสำหรับทักษะในศตวรรษที่ 21  2) การใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการสนับสนุนการเรียนการสอนและการเรียนรู้แนวใหม่ และ 3) การใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการสนับสนุนระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง

1. การใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการพัฒนาสมรรถนะสำหรับทักษะในศตวรรษที่ 21

ความรู้สำหรับเนื้อหาหลักเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ แต่ไม่มีความยั่งยืนสำหรับโลกในภาวะที่มีการแข่งขัน แม้ว่านักเรียนจะมีความรู้เกี่ยวกับสาระหลักในแต่ละรายวิชา แต่นักเรียนยังไม่ได้รับการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่องค์กรหรือตลาดงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้คงามรู้ของนักเรียนในการสื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้อื่น วิเคราะห์ สร้างสรรค์ ริเริ่ม และแก้ปัญหา ซึ่งทั้งหมดนี้ควรใช้เทคโนโลยีออย่างครบวงจรในการพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21

2. การใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการสนับสนุนการเรียนการสอนและการเรียนรู้แนวใหม่

เพื่อให้ทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง โรงเรียนต้องเอาจริงเอาจังและมีบทบาท รวมทั้งการส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ของนักเรียนและโอกาสในการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะในลักษณะที่มีความหมาย (meaningful)  ดังนั้น ต้องใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการสนับสนุนการเรียนรู้และการเรียนการสอนแนวใหม่อย่างเป็นรูปธรรม แนวทางการเรียนการสอนแบบใช้การวิจัยเป็นฐาน

3. การใช้เทคโนโลยีอย่างครบวงจรในการสนับสนุนระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง

เพื่อให้โรงเรียนและชั้นเรียนมีประสิทธิภาพ ครูและผู้บริหารจะต้องได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการใช้เครื่องและการพัฒนาความสามารถเกี่ยวกับทักษะในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอย่างกว้างขวางสำหรับการปรับมาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและการเรียนการสอน การพัฒนาความเป็นมืออาชีพ สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ และการบริหารจัดการ

Use-of-Technology-in-Education1

 / กุมภาพันธ์ 10, 2014

โดย อนุชา โสมาบุตร

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

โพสต์31 ม.ค. 2558 21:21โดยJit Thep   [ อัปเดต 4 ต.ค. 2558 20:32 ]

    การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
  
         ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมีความแตกต่างจากศตวรรษที่ 20 และ 19 ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง

         ในประเทศสหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง "ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21" ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยภาคส่วนที่เกิดจากวงการนอกการศึกษา ประกอบด้วย บริษัทเอกชนชั้นนำขนาดใหญ่ เช่น บริษัทแอปเปิ้ล บริษัทไมโครซอฟ บริษัทวอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสำนักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็นเครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือเรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21

        หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลและเห็นความจำเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21      ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษที่ 20 และ 19 จึงได้พัฒนาวิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21ขึ้น สามารถสรุปทักษะสำคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชนควรมีได้ว่า ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R  และ 4Cซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้

  • 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ
  • 4 C (Critical Thinking - การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่ 

       แนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่: การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 คืออย่างไร และคุณลักษณะที่เด็กและเยาวชนพึงมีในโลกยุคใหม่คืออย่างไร คลิกเพื่ออ่านต่อและดาวน์โหลดเอกสารที่นี่

       นอกจากนี้ยังมีนักการศึกษาอีกท่านหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันเรื่องการฎิรูปการเรียนรู้ดังกล่าวให้กว้างขวางขึ้น คือเซอร์เคน โรบินสัน นักการศึกษาระดับโลก โดยได้เน้นยำ้ถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการจัดการศึกษาระบบโรงงาน มาเป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดอย่างสร้างสรรค์และเข้ากับบริบทของโลกที่ได้เปลี่ยนแปลงไป  ชมแอนิเมชั่นด้านบน การเปลี่ยนแปลงแนวคิดด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21  (Changing Education Paradigms)โดย เซอร์เคน โรบินสัน 

         กรอบแนวคิดข้างต้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตใหม่ในประเทศไทยและท่านที่ริเริ่มและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันได้แก่ ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช โดยท่านได้เขียนลงบล็อก  http://www.gotoknow.org อยู่เป็นประจำ รวมถึงได้เขียนหนังสือออกมาชื่อว่า

วิถีสร้างการเรียนรู้ครูเพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21

(สามารถดาวน์โหลดหนังสือได้ที่ http://www.noppawan.sskru.ac.th/data/learn_c21.pdf)

ที่มาของบทความ http://www.qlf.or.th/Home/Contents/417

พระราชบัญญัติ(พรบ.)

โพสต์31 ม.ค. 2558 09:00โดยJit Thep   [ อัปเดต 4 ต.ค. 2558 20:32 ]

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 
พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 
พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 
พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฎ พ.ศ. 2547 
พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 
พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 
พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พ.ศ.2547 
พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 
พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 
พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2547 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ.2548 
พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ.2548 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ พ.ศ.2548 
พระราชบัญญัติสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2548 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนครพนม พ.ศ. 2548 
พระราชบัญญัติการบริหารส่วนงานภายในของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยบูรพา พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติจุฬาภรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 
พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.2551 
พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.2551

ที่มา : http://www.kroobannok.com/14843

1-6 of 6