สาระน่ารู้เกี่ยวกับ IT


ตรวจสอบความปลอดภัยในการใช้งาน Google

โพสต์16 ก.พ. 2558 23:54โดยJit Thep   [ อัปเดต 6 ต.ค. 2558 21:11 ]

Google ชวนตรวจสอบความปลอดภัย เพื่อรับพื้นที่ Google Drive เพิ่ม 2GB ฟรี

free-google-drive-2gb-storage-06

google ชวนคุณตรวจสอบบัญชี google ของเรา เพื่อความปลอดภัยการใช้งาน google ของคุณ ที่ทุกวันนี้มีภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ และหากคุณได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ยังจะได้รับพื้นที่ google drive เพิ่มฟรีอีก 2GB ด้วย

ขั้นตอนแรก เริ่มจากเข้าเว็บไซต์ https://security.google.com/settings/security/secureaccount จากนั้นทำตามขั้นตอนบนหน้าจอดังนี้

free-google-drive-2gb-storage-01

ตรวจสอบข้อมูลการกู้คืน เผื่อกรณีโดนแฮค ลืมรหัสผ่าน ก็จะต้องใช้อีเมล หรือเบอร์มือถือนี้ในการกู้รหัสผ่าน

free-google-drive-2gb-storage-02

ตรวจสอบกิจกรรมล่าสุด ว่าคุณใช้บริการ google เมื่อเวลานี้หรือเปล่า ? เข้าผ่านคอม หรืออุปกรณ์มือถือแท็บเล็ต เป็นต้น ถ้ามีอุปกรณ์ที่ไม่คุ้นเคย หรือมาจากต่างจังหวัดที่ตอนนั้นคุณอยู่ กรุงเทพตลอดละก็ หมายความว่าอาจมีแฮคเกอร์เข้าถึงระบบของคุณแล้ว ต้องรีบยกเลิก session และ เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทันที

free-google-drive-2gb-storage-03

ตรวจสอบสิทธิบัญชีของคุณ เรื่องแอพที่โหลดลง Android เข้าถึงส่วนไหนบ้าง มีแอพปลอมที่ไม่รู้จักหรือไม่  ถ้าเจอแอพที่สงสัยควรคลิก ลบ  เพื่อลบออกทันที

free-google-drive-2gb-storage-04

ตรวจสอบรหัสผ่านของแอพ   เป็นการตรวจสอบแบบอื่นที่เข้าถึงบริการ google เช่น chrome บน pc ที่มีการใส่ username และ password อยู่แล้ว  แต่ถ้าหากเข้าจากที่อื่นละก็ ควรคลิกลบออกไปเพื่อป้องกันคนอื่นเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัวเรา

free-google-drive-2gb-storage-05

หากหน้าจอนี้ปรากฎแสดงว่าคุณได้ตรวจสอบและตั้งค่าความปลอดภัยครบถ้วน แล้ว เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อพบหน้าจอนี้ คุณจะได้รับพื้นที่ Google Drive เพิ่ม 2GB ฟรี โดย google จะจัดเพิ่มพื้นที่ให้ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ แล้วแจ้งคุณผ่านทางอีเมล 

ที่มา  http://www.it24hrs.com/2015/free-google-drive-2gb-storage/

โครงการระบบสื่อสาระออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกล เฉลิมพระเกียรติฯ

โพสต์3 ก.พ. 2558 00:33โดยJit Thep

โครงการระบบสื่อสาระออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกล เฉลิมพระเกียรติฯ

ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริ ให้แก่กลุ่มหน่วยงานร่วมเสนอโครงการ ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาจัดระบบการศึกษาในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ในการดำเนินโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทรงเป็นองค์ประธานกรรมการโครงการฯ ด้วยพระองค์เอง หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่ดำเนินการภายใต้โครงการฯ คือการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพดีขึ้น ให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนที่อยู่ในชนบทห่างไกล ที่มักประสบปัญหาขาดแคลนครูผู้สอน รวมถึงผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ อาทิ ผู้พิการ ผู้ต้องขัง เด็กป่วยในโรงพยาบาล ฯลฯ

ตัวอย่างของโครงการที่ได้ดำเนินการและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี คือโครงการระบบศึกษาทางไกลที่มีชื่อเรียกว่า eDLTV (หรือ electronic Distance Learning Television) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ร่วมกับมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม นำเนื้อหาของการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (Distance Learning Television) มาใส่ในระบบศึกษาทางไกลนี้ ซึ่งทำให้เด็กในชนบทห่างไกล หรือเด็กที่เรียนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู หรือครูจบการศึกษาไม่ตรงกับรายวิชาที่สอน ได้มีโอกาสเรียนผ่านจอทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์ ระบบนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในระดับสูง โดยมีผู้ใช้งานแบบออนไลน์มากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ครั้งต่อเดือน ซึ่งสามารถเข้าถึงผ่านเว็บไซต์ http://edltv.thai.net/ และมีการใช้แบบออฟไลน์โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏ ๓๕ แห่ง สำเนาระบบ eDLTV ให้โรงเรียนประถมขนาดเล็กกว่า ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน

เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจะทรงเจริญพระชนมายุครบ ๕ รอบในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ สวทช. ได้จัดทำโครงการระบบสื่อสาระออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวโรกาสฉลองพระชนมายุ ๕ รอบ ๒ เมษายน ๒๕๕๘ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีสื่อสาระความรู้อยู่ก่อนแล้ว โดยกำหนดกรอบเวลาการทำงานไว้สองปี สิ้นปีแรกจะต้องได้ระบบที่เรียกว่า “คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด : Repository for Open Educational Resources” ขึ้นมาอันจะช่วยคุณครูและโรงเรียนต่างๆ ให้สืบค้นสื่อ ทรัพยากรการศึกษาที่สร้างสรรค์และเผยแพร่ด้วยสัญญาอนุญาตแบบเปิดที่พร้อมให้นำสื่อดังกล่าวไปใช้งาน สร้างสรรค์บทเรียนได้โดยไม่มีผลกระทบทางทรัพย์สินทางปัญญา และในปีต่อมาจึงจะเปิดใช้ระบบการเรียนรู้แบบ MOOC หรือ Massive Open Online Course อันเป็นระบบการเรียนรู้แบบเปิดที่รองรับผู้เรียนได้พร้อมๆ กันจำนวนมาก

Ong_Work-Recovered new create

หน่วยงานที่ร่วมกันทำงาน ได้แก่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานปลัด กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมด้วยกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ในปีแรก จะเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่หน่วยงานร่วมโครงการว่าจะทำทรัพย์สมบัติที่เป็นสื่อการเรียนรู้มารวมกันทั้งประเทศได้อย่างไร ทำอย่างไรให้สื่อการเรียนรู้ดังกล่าวมีการแบ่งกันใช้อย่างถูกกฎหมายอย่างไร มีกลไกปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองอย่างไร และใช้อย่างไรจึงจะไม่ละเมิดผู้อื่น รวมทั้งการร่วมกันสร้างสรรค์ คัดเลือกสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพจากหน่วยงานที่ร่วมโครงการ นำเข้า คลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด อันจะเป็นกระบวนการรวบรวมคลังความรู้ขนาดใหญ่จากหลายหน่วยงานในเครือข่าย ทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกมากกว่าที่ค้นหาด้วยตัวเองในปัจจุบันเพื่อบริการให้คุณครูและโรงเรียนต่างๆ ได้สืบค้นสื่อ ทรัพยากรการศึกษาที่สร้างสรรค์และเผยแพร่ด้วยสัญญาอนุญาตแบบเปิดที่พร้อมให้นำสื่อดังกล่าวไปใช้งาน สร้างสรรค์บทเรียนได้โดยไม่มีผลกระทบทางทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งระบบจะอำนวยความสะดวกในการนำผลงานของครู อาจารย์มาจัดทำเป็น ePortfolio ประจำตัวของครู อาจารย์แต่ละท่านที่ร่วมโครงการ อันจะช่วยเสริมสร้างกลไกการพิจารณาความดีความชอบอีกแนวทางหนึ่ง

เราจะเปิดตัวระบบคลังทรัพยากรการศึกษาแบบเปิด ประมาณกลางเดือนมีนาคม 2558 เพื่อใช้เป็นฐานในการสร้างบทเรียนออนไลนฺ์ต่างๆ ต่อไป โดย ณ วันนี้โครงการได้นำภาพถ่ายพร้อมสื่อประกอบการสร้างบทเรียนออนไลน์ จากความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่ายจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ สื่อ มาให้บริการสืบค้นและเรียกใช้งานผ่านเว็บไซต์ learn.in.th

หวังว่าโครงการ จะจุดประกายการสร้างแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการส่งเสริมด้านคุณธรรมและจริยธรรมของครู นักเรียนที่ต้องการใช้สื่อการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลต่อไป

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
๒๒ มกราคม ๒๕๕๘

 ที่มา http://www.thailibrary.in.th/2015/01/28/oer-mooc-thai/

Microsoft แนะนำ 5 เพื่อ Smart Classroom

โพสต์31 ม.ค. 2558 22:48โดยJit Thep

เมื่อเร็วๆ นี้ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย เปิดตัวโครงการนำร่อง “สมาร์ท คลาสรูม” ต้นแบบห้องเรียนยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบองค์รวม เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กไทยด้วยทักษะสำคัญสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยนำเสนอห้องเรียนอัจฉริยะที่บูรณาการเอา 4 องค์ประกอบสำคัญสำหรับการเรียนรู้ยุคใหม่ ได้แก่ ความพร้อมของครูผู้สอน แหล่งเรียนรู้ดิจิตัล บริการคลาวด์ และดีไวซ์ โดยเริ่มทำการเรียนการสอนในวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี และโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา จังหวัดปทุมธานี

อาจารย์สมโภชน์ จันทาป อาจารย์ผู้สอนกลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี เปิดเผยว่า การใช้แอพพลิเคชั่น Corinth Micro Plant ในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงความแตกต่างระหว่างเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ได้ง่ายขึ้น โดยหลังจากที่นักเรียนได้ปฏิบัติการจริงในห้องแล็บแล้ว จึงนำเข้าสู่การอธิบายส่วนประกอบของเซลล์ผ่านแอพพลิเคชั่นที่มีการนำเสนอด้วยภาพกราฟฟิค 3 มิติเสมือนจริง นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นไว้เพื่อศึกษาเพิ่มเติมนอกเวลาเรียนได้อีกด้วย โดยนักเรียนและครูผู้สอนสามารถมอบหมายงานและส่งงานผ่านทางบริการคลาวด์ที่ใช้งานได้สะดวกและปลอดภัย นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ครูนำมาใช้ควบคู่กับตำราเรียนหรือเอกสารประกอบการสอน และยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักเรียนได้ดีกว่าการเรียนการสอนแบบเดิมๆ อีกด้วย

นอกจากแอพพลิเคชั่นดังกล่าวแล้ว นักเรียนในห้องเรียน “สมาร์ทคลาสรูม” ยังได้เรียนรู้สาระวิชาอื่นๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษาบนระบบปฏิบัติการวินโดวส์อีกมากมาย ซึ่งได้คัดสรรมาสำหรับครู นักเรียน และผู้ปกครองได้ทดลองดาวน์โหลดไปทดลองใช้กัน

วิชาวิทยาศาสตร์ Corinth Classroom B

จะดีแค่ไหนถ้าตำราเรียนแบบเดิมๆ ถูกนำเสนอใหม่ในรูปแบบของแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานได้ทั้งในโหมดออฟไลน์และออนไลน์ Corinth Classroom B มีการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้จากภาพเป็นหลัก ด้วยกราฟฟิค 3 มิติ ทำให้เห็นรายละเอียดทั้งภายในและภายนอกของสิ่งที่กำลังศึกษา ไม่ว่าจะเป็น เซลล์พืช เซลล์สัตว์ อวัยวะภายในร่างกาย หรือแม้แต่งานศิลปะชิ้นเอกของโลก แอพพลิเคชั่นนี้ยังทำงานร่วมกับไมโครซอฟท์ ออฟฟิศได้อย่างดีเยี่ยม โดยนักเรียนสามารถดึงภาพและข้อมูลมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในสไลด์ประกอบการอธิบายหน้าชั้นเรียน หรือเก็บไว้เป็นไฟล์เอกสารเสมือนสมุดบันทึกในชั่วโมงเรียนที่สามารถใช้ทบทวนนอกเวลาเรียนได้อีกด้วย ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Corinth Classroom B ได้ฟรีบน Windows Store

วิชาคณิตศาสตร์ Khan Academy

ไม่เพียงแต่เนื้อหาสาระในวิชาคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ Khan Academy คือแหล่งรวมความรู้ขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยวิดีโอกว่า 4,400 หัวข้อเรื่อง ซึ่งในปัจจุบันได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้วหลายร้อยเรื่อง ซึ่งสามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์ Khan Academy เวอร์ชั่นภาษาไทย (https://th.khanacademy.org) ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Khan Academy ได้ฟรีบน Windows Store

วิชาภาษาอังกฤษ English Club

แอพพลิเคชั่นฝึกภาษาจากค่ายดังอย่าง “บริติช เคานซิล” ที่ทำให้การเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุกด้วยการนำเสนอแบบ Interactive เหมาะสำหรับผู้เรียนระดับต้นและระดับกลางที่ต้องการเพิ่มพูนคลังคำศัพท์ ช่วยพัฒนาทักษะการสะกดคำและการออกเสียง รวมถึงการนำไปใช้ในสถานการณ์จริง ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น English Club ได้ฟรีบน Windows Store

นอกจาก 3 แอพพลิเคชั่นข้างต้น ซึ่งเป็นเนื้อหาวิชาหลักที่ใช้ในห้องเรียนแล้ว ยังมีแอพฯ คุณภาพจากไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นตัวช่วยให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สมกับเป็นห้องเรียนอัจฉริยะยุคใหม่

OneNote

โปรแกรมจดบันทึกความสามารถสูงที่อยู่ในชุด ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ โปรแกรมเดียวที่สามารถรวบรวมและจัดระเบียบข้อความ รูปภาพ การบันทึกเสียง วิดีโอ และอื่นๆ ไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งานร่วมกันไม่ว่าจะในโหมดออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม รับชมวิดีโอ การใช้ OneNote เพิ่มประสิทธิภาพในห้องเรียน OneNote in Education: Teachers using OneNote in the classroom (http://www.youtube.com/watch?v=hMmRud4B54o) ดาวน์โหลด OneNote ได้ฟรีบน Windows Store

OneDrive

ตอบโจทย์ห้องเรียนยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีคลาวด์แพลตฟอร์มอย่างออฟฟิศ 365 ด้วยแอพพลิเคชั่น OneDrive ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่การเชื่อมโยงเข้าสู่พื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์ที่มีความปลอดภัยสูง จึงทำให้ครูและนักเรียนสามารถแชร์ไฟล์เนื้อหาวิชาเรียน สั่งงาน ส่งการบ้าน เพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต ก็สามารถมีส่วนร่วมกับห้องเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น OneDrive ได้ฟรีบน Windows Store

เหล่านี้เป็นเพียงแอพพลิเคชั่นคุณภาพบางส่วน ซึ่งได้นำมาใช้ในห้องเรียนนำร่อง “สมาร์ท คลาสรูม” ดร.สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8.1 มีแอพพลิเคชั่นส่งเสริมการเรียนรู้ที่พัฒนาโดยไมโครซอฟท์และพันธมิตรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาโดยตรง ซึ่งไมโครซอฟท์ได้รวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ (ท่านสามารถเข้าไปค้นหาเพิ่มเติมอย่างสะดวกที่ aka.ms/Apps4Edu) นอกจากนี้ยังมีแอพพลิเคชั่นพื้นฐานอื่นๆ ที่สามารถดัดแปลงนำมาใช้ในห้องเรียนได้ เช่น Bing Travel ช่วยในการเรียนรู้ด้านภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา Bing Health and Fitness สามารถใช้ประกอบการเรียนในบางหัวข้อของวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา Microsoft Excel ช่วยในการฝึกออกเสียงคำภาษาอังกฤษ เป็นต้น

“ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8.1 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานบนหลากหลายอุปกรณ์ ซึ่งช่วยให้นักเรียนและครูสามารถเรียนรู้ร่วมกันผ่านคอมพิวเตอร์พีซี แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟน ได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยประสบการณ์เดียวกัน และเหนื่อสิ่งอื่นใด เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านข้อมูลของนักเรียนเป็นอันดับแรก ซึ่งผู้ปกครองและโรงเรียนสามารถวางใจได้ว่าข้อมูลของครูและนักเรียนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจหรือวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่นๆ” ดร.สุพจน์กล่าวทิ้งท้ายที่มา

ที่มา http://news.siamphone.com/news-18109.html

การประยุกต์ใช้ Cloud computing เพื่อพัฒนาการจัดการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

โพสต์31 ม.ค. 2558 21:55โดยJit Thep

การประยุกต์ใช้ Cloud computing เพื่อพัฒนาการจัดการการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21


การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ  (Cloud computing)  เป็นลักษณะของการทำงานของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่ใช้บริการใดบริการหนึ่งกับผู้ใช้ โดยผู้ให้บริการจะแบ่งปันทรัพยากรให้กับผู้ต้องการใช้งานนั้น การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นลักษณะที่พัฒนาขึ้นต่อมาจากความคิดและบริการของเวอร์ชัวไลเซชั่นและเว็บเซอร์วิส โดยผู้ใช้งานนั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเชิงเทคนิคสำหรับตัวพื้นฐานการทำงานนั้น (Danielsom, Krissi (2008-03-26), “Distinguishing Cloud from Utility Computing”, Ebizq.net.)

Cloud Computing   คือวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โอยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computing จากนั้นซอฟแวร์จะร้องขอให้ ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลด จำนวนของทรัพยากรรวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

นิยามความหมายของคำหลักๆ 3 คำที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Computing มีดังนี้

ความต้องการ (Requirement) คือ โจทย์ปัญหาทู้ใช้ต้องการให้ระบบคอมพิวเตอร์ แก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาตาม ที่ผู้ใช้กำหนดได้ ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการพื้นที่จัดเก็บ ข้อมูลขนาด 1,000,000 GB, ความต้องการประมลผล โปรแกรมแบบขนานเพื่อค้นหายารักษาโรคไข้หวัดนกให้ได้สูตรยาภายใน 90 วัน, ความต้องการโปรแกรมและพลังงานประมวลผล สำหรับสร้างภาพยนตร์แอนนิเมชัน ความยาว 2 ชั่วโมง ให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน, และความต้องการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวและโปรแกรมทัวร์ในประเทศอิตาลีในราคาที่ถูกที่สุดในโลก แต่ปลอดภัยในการเดินทางด้วย เป็นต้น

ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ปัจจัยหรือสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผล หรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไข ปัญหาตามโจทย์ที่ความต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้ อาทิเช่น CPU, Memory (เข่น RAM), Storage (เช่น Harddisk), Database, Information, Data, Network, Application Software, Remote Sensor เป็นต้น

บริการ (Service) ถือว่าเป็นทรัพยากรและในทางกลับกันก็สามารถบอกได้ว่าทรัพยากรก็คือบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน Cloud Computing แล้ว เราจะใช้คำว่าบริการ แทนคำว่าทรัพยากร คำว่าบริการหมายถึงการกระทำ (Operation) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สนองต่อความต้องการ (Requirement) แต่การกระทำของบริการจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากร โดยการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลลัพธ์สนองต่อความต้องการ

สำหรับ (Cloud Computing) แล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบเบื้องล่างทำงานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากร (resource) อะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการ จากนั้นบริการ ก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ

Cloud Computing เป็นแนวคิดของ OS ที่ไม่ต้องติดตั้งในเครื่อง หรือก็คือ ออนไลน์ตลอดการทำงาน เป็นแนวคิดที่ใช้พัฒนา Google Chrome OS พัฒนาจากบราวเซอร์ที่ชื่อ Google Chrome ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันคอนเซ็ปของ Chrome OS เน้นความสะดวกสบายของผู้ใช้ Google ต้องการให้ผู้ใช้รู้สึกว่า OS ทำงานอยู่ตลอดเวลา ไม่อืดเวลาติดตั้งโปรแกรมใหม่เข้าไป เรียกได้ว่าความเร็วเครื่องเหมือนตอนเปิดครั้งแรกเลยครับที่เป็นเช่นนั้นเพราะโปรแกรมมันไม่ได้ติดตั้งไว้ในเครื่อง แต่ติดตั้งไว้ในเซิร์ฟเวรอร์ครับ ซึ่งนี่เป็นคอนเซ็ปของ Cloud Computing นั่นเอง

Cloud Computing คือแนวคิดของ OS ที่ใช้พื้นฐานของ Web-base ในการทำงาน ข้อเสียของมันคือ ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ก็แทบไม่ต่างจากเศษเหล็กเลย แต่ข้อดีคือ มันติดตั้งตัวเองเร็วมาก ไฟล์น้อยมากและเบามาก

Cloud Computing in Thailand

ปัจจุบันในประเทศไทยได้มีนักพัฒนาหลายคนได้พัฒนาระบบบน Cloud Computing แล้วซึ่งส่วนมากเป็น Application ที่ใช้สำหรับคนทั่วโลก ไม่ได้เน้นเฉพาะคนไทยเป็นหลัก โดยปัญหาหลักคือ Bandwidth ของไทยที่ไปต่างประเทศนั้นน้อยกว่า Bandwidth ในประเทศรวมทั้งราคา Bandwidth ต่างประเทศแพงกว่า Bandwidth ในประเทศหลายเท่า ดังนั้นผู้ให้บริการประเภท Web service ที่มีลูกค้าเป็นคนไทยจึงยังไม่สนใจใช้บริการ Cloud Computing จากต่างประเทศ

ส่วนการให้บริการ Cloud Computing ในไทย ปัจจุบันยังไม่มีการให้บริการประเภทนี้ แต่มีหลายองค์กรที่เริ่มศึกษาและเริ่มนำมาใช้ในองค์กรก่อน หรือเรียกได้ว่าเป็น Private Cloud

 Cloud Computing ถูกนิยามว่า คือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันคอมพิวเตอร์ทั้งหมดในกลุ่ม Cloud อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่อาจมีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง และที่สำคัญก็คือบรรดาคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเองนี้อาจไม่จำเป็นมีฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเหมือนกันไปทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Cloud หนึ่งๆ อาจมีทั้งเครื่องพีซี และเครื่องแอปเปิล หรือมองอีกมุมหนึ่ง ระบบปฏิบัติการ (Operating System หรือ OS) ที่อาจมีอยู่หลายชนิด เป้าหมายของการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเช่นนี้ ก็เพื่อจะดึงพลังในการประมวลผล ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมาประสานกัน เพื่อนำไปใช้จัดการงานประมวลผลใหญ่ๆ ที่แต่เดิมอาจต้องใช้คอมพิวเตอร์คุณภาพสูง ต้นทุนมหาศาล แต่กับเทคโนโลยี Cloud Computing แล้ว ผู้ลงทุนสามารถลดต้นทุน และหันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดมาทำงานร่วมกันแทน ซึ่งมีคำที่เกี่ยวข้องอีก คือ

* Cloud Provider หมายถึงผู้ให้บริการระบบ Cloud

* Cloud Storage คือสถานที่เก็บทรัพยากรสำหรับระบบ Cloud

สำหรับ Cloud Computing แล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบหลังบ้านจะต้องทำงานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากรอะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการ จากนั้นบริการก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ สรุปได้ว่า ผู้ใช้มองเห็นเพียงบริการซึ่งทำหน้าที่เสมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามโจทย์ของผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับทราบถึงทรัพยากรที่แท้จริงว่ามีอะไรบ้างและถูกจัดการเช่นไร หรือไม่จำเป็นต้องทราบว่าทรัพยากรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

ในปัจจุบันเราจะพบว่าเราอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียง chat, เช็ค Email, และเปิดหน้าเว็บเพื่ออ่านข่าวเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้งานเพื่อเข้าสังคมผ่าน Group และ Web board รวมไปถึง blog       ส่วนตัวและ Social network อย่าง Hi5 หรือ         Facebook รวมไปถึงการแชร์ไฟล์ต่างๆไม่ว่าจะแชร์รูปภาพผ่าน Flickr แชร์วีดีโอผ่าน Youtube รวมไปถึงการเข้าไปใช้งาน application ต่างๆที่ออนไลน์บนโลกอินเตอร์เน็ต อย่างที่ Hi5 และ Facebook ได้บริการ application แบบต่างๆ ไว้ให้อยู่ใช้มามารถติดตั้งไว้บนหน้าเว็บส่วนตัวได้ และอย่างที่ Google ได้เตรียม Google Dog ไว้เป็นโปรแกรมสร้างเอกสารที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา เราจะเห็นตัวอย่างของ Web 2.0 ที่เป็นจุดพลิกผลันให้เกิด Cloud Computing ได้จาก Google apps ที่รวม application ต่างๆผ่านจุดเดียว รวมไปถึงบริการที่มีอยู่มากมาย และเมื่อไหร่ก็ตามที่บริการและ  application ต่างๆเหล่านี้ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบเดียว รวมไปถึงสามารถแชร์ทรัพยากรและใช้งานร่วมกันระหว่างผู้ใช้อื่นๆได้ก็จะทำให้เกิด Cloud Computing ขึ้นมาในที่สุดและตัวอย่างความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว ในกรณีระหว่าง Salesforce.com และ Google ได้ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายดังกล่าวขึ้นเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานขายของบริษัทเดียวกันหรือแม้แต่ระหว่างบริษัท ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการขายสินค้าและบริการ

เทคโนโลยี Cloud Computing ก็เป็นอีกวัตกรรมหนึ่งแห่งโลกสารสรเทศ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจ  และอยู่ในช่วงเริ่มต้น พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาลภายในชั่วระยะเวลาอันสั้น ที่สำคัญเรื่องของ Cloud Computing นี้ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวผู้ประกอบธุรกิจทั่วไป ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนในเรื่องของโครงข่ายสื่อสารข้อมูล ที่ปัจจุบันทั่วโลกกำลังมีการพัฒนา เพื่อสร้างวงจรเชื่อมต่อความเร็วสูงสำหรับรองรับข้อมูลมัลติมีเดียและสื่อดิจิตอลต่างๆ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจ Cloud Computing อยู่ในสภาพของ “เสือติดปีก” พร้อมทะยานขึ้นเป็นดาวรุ่งแห่งโลกไอซีที การทำความเข้าใจถึงเทคโนโลยี Cloud Computing และรูปแบบธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงกลายเป็นเรื่องที่มากกว่าคำว่าจำเป็น

ข้อดีข้อเสีย
  1. ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งานจริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น
  2. ลดความเสี่ยงจาการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ
  3. มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ
  4. ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็งสูง
  5. มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง
  1. เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่ หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของ ความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการHost ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเอง
  2. ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
  3. ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ

 

การใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อการศึกษา

แนวคิดเรื่อง Social Network หรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์ มักปรากฏให้เห็นในลักษณะของการนำมาใช้เพื่อดำเนินงานหรือกิจกรรมต่างๆ โดยมีตัวบุคคลหรือหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันเป็นเครือข่าย เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน แลกเปลี่ยนแบ่งปันทรัพยากร ข้อมูลข่าวสาร แต่ปัจจุบันคำว่า Social Network จะหมายถึงระบบเครือข่ายบนโลกออนไลน์ หรือการติดต่อสื่อสารถึงกันผ่านอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

Social Network จึงหมายถึงการที่มนุษย์สามารถเชื่อมโยงถึงกัน ทำความรู้จักกัน สื่อสารกันได้ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากเป็นเว็บไซด์ที่เรียกว่าเป็นเว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะมีพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามารู้จักกัน มีการให้พื้นที่ บริการเครื่องมือต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสร้างเครือข่าย สร้างเนื้อหาตามความสนใจของผู้ใช้ ปัจจุบันมีเว็บไซต์ประเภท Social Network เกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งที่มีเป้าหมายเชิงพาณิชย์ และไม่แสวงหากำไรนอกจะใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อความสนุก เพลิดเพลิน บันเทิงแล้วเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำใช้เพื่อการศึกษาได้

ทวิตเตอร์ Twitter เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือ ทวีต (Tweet – เสียงนกร้อง)

ข้อความอัปเดตที่ส่งเข้าไปยังทวิตเตอร์จะแสดงอยู่บนเว็บเพจของผู้ใช้คนนั้นบนเว็บไซต์ และผู้ใช้คนอื่นสามารถเลือกรับข้อความเหล่านี้ทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์, อีเมลล์, เอสเอ็มเอส, เมสเซนเจอร์ หรือผ่านโปรแกรมเฉพาะอย่าง Twitterific Twhirl ปัจจุบันทวิตเตอร์มีหมายเลขโทรศัพท์สำหรับส่งเอสเอ็มเอสในสามประเทศ คือสหัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอานาจักร

ทวิตเตอร์กับการเรียนการสอน

จากการจัดอันดับของเครื่องมือสื่อสารสนเทศที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการเรียนการสอนพบว่าทวิตเตอร์เป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งในปี พ.ศ. 2552 ด้วยเหตุผลดังนี้

  1.  ทวิตเตอร์ทำให้ข่าวสารและข้อมูลแพร่กระจายใปสู่คนหมู่มากได้อย่างรวดเร็ว
  2. ทวิตเตอร์ช่วยทำให้ ทั้งให้และรับได้อย่างรวดเร็วรวมทั้งสามารถแลกเปลี่ยนการสนทนาความคิดกับผู้อื่นที่มีความสนใจได้ดี
  3. ข้อความในทวิตเตอร์สั้นทำให้ได้รับข้อมูลไม่ยาวเกินความจำเป็น
  4. มีแอพที่ทำให้การเข้าถึงทวิตเตอร์และการเผยแพร่ข้อมูลที่ทวิตเตอร์ง่าย เช่น Google Chrome, Firefox ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำให้หัวข้อฟีดไปแสดงที่บัญชีทวิตเตอร์โดยอัตโนมัติ

การประยุกต์ใช้งาน Youtube เพื่อการเรียนการสอน

Youtube เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนภาพวีดีโอระหว่างผู้ใช้ได้ฟรี โดยทำเทคโนโลยีของ Adobe Flash มาใช้ในการแสดงภาพวีดีโอ ซื่งซูทูบมีนโยบายไม่ให้อัปโหลดคลิปที่มีภาพโป๊เปลือยและคลิปที่มีลิขสิทธิ์ นอกเสียจากเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อัปโหลดเอง

เมื่อสมัครสมาชิกแล้วผู้ใช้จะสามารถใส่ภาพวีดีโอเข้าไป แบ่งปันภาพวีดีโอให้คนอื่นดูด้วย แต่หากไม่ได้สมัครสมาชิกก็สามารถเข้าไปเปิดดูภาพวีดีโอที่ผู้ใช้คนอื่นๆ ใส่ไว้ใน Youtube ได้ แม้จะก่อตั้งได้เพียงไม่นาน (Youtube ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2005) Youtube เติบโตอย่างรวดเร็วมาก เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายและได้รับความนิยมทั่วโลก ต่อมาปี ค.ศ.2006 กูเกิ้ลซื้อยูทูบ ตอนนี้ยูทูบจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิ้ลแล้ว

แต่ด้วยตัวยูทูบเองที่มีเนื้อหามากมายเป็นแสนชิ้น ทั้งสื่อและเครื่องมือการเรียนรู้ดีๆที่สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสื่อประเภทที่สุ่มเสี่ยง และทำให้เด็กและเยาวชนไขว้เขวไปได้ ทั้งจากมิวสิควีดีโอ การ์ตูน และไม่ได้ใช้เป็นช่องทางเพื่อการเรียนรู้สักทีเดียว จึงเป็นที่มาของการเปิดหน้าการศึกษาล่าสุดของยูทูบขึ้น ที่เรียกว่า “ยูทูบสำหรับโรงเรียน” หรือ (Youtube for Schools) เป็นช่องทางการเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้น โดยจะมีเนื้อหาแต่เรื่องการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว โดยได้ร่วมมือกัยภาคีด้านการศึกษากว่า 600 แห่ง เช่น TED, Smithsonian เว็บไซด์ชื่อดังเรื่องที่ได้รวบรวมแหล่งเรียนรู้และนิทรรศการต่างๆเอาไว้ , Steve Spangler แหล่งผลิตเกมส์และของเล่นเพื่อการพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ หรือ Numberphile ที่สอนคณิตศาสตร์ออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา ยูทูบได้ทำงานร่วมกับครูในการจัดการแบ่งเนื้อหากว่า 300 ชิ้น ออกเป็นรายวิชา และระดับชั้น โดยสื่อเหล่านี้ยูทูบเชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียนได้เป็นอย่างดี ทำให้ห้องเรียนสนุกสนานขึ้น และเด็กๆก็จะตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น

Youtube สำหรับโรงเรียน

1. กว้างขวางครอบคุม

ประโยชน์ของ Youtube สำหรับโรงเรียนต่างๆ เข้าถึงวีดีโอเพื่อการศึกษาฟรีนับแสนรายการจาก Youtube EDU วีดีโอเหล่านี้มาจากองค์กรที่มีชื่อเสียงต่างๆ รวมทั้งจากพันธมิตรที่กำลังได้รับความนิยมของ Youtube ซึ่งมียอดผู้ชมนับล้านๆ คน

2. ปรับแก้ได้

สามารถกำหนดค่าเนื้อหาที่ดูได้ในโรงเรียนของคุณ โรงเรียนทั้งหมดจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเนื้อหาYoutube EDU ทั้งหมด แต่ครูและผู้ดูแลระบบอาจสร้างเพลย์สิสต์วีดีโอที่ดูได้เฉพาะในเครือข่ายของโรงเรียนเท่านั้นได้เช่นกัน

3. เหมาะสมสำหรับโรงเรียน

ผู้บริหารโรงเรียนและครูสามารถลงชื่อเข้าใช้และดูวีดีโอใดๆ ก็ได้ แต่นักเรียนจะไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้และดูได้เฉพาะวีดีโอ Youtube EDU และวีดีโอที่โรงเรียนได้เพิ่มเข้าไปเท่านั้น ความคิดเห็นและวีดีโอที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกปิดใช้งานและการค้นหาจะจำกัดเฉพาะวีดีโอ Youtube EDU เท่านั้น

4. เป็นมิตรกับครู

Youtube.com/Teachers มีเพลย์ลิสต์วีดีโอนับร้อยรายการที่ได้มาตรฐานการศึกษาทั่วไปและจัดระเบียบตามหัวเรื่องและระดับชั้น เพลย์ลิสเหล่านี้สร้างขึ้น โดยครูเพื่อเพื่อนครูด้วยกัน ดังนั้นคุณจึงมีเวลาในการสอนมากขึ้นและใช้เวลาค้นหาน้อยลง

การประยุกต์ใช้งาน Facebook เพื่อการเรียนการสอน

เฟสบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ที่ยังคงเฟื่องฟูและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจึงส่งผลให้สถานศึกษาต่างๆนำเฟสบุ๊กไปประยุกต์ใช้เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแบ่งปันข้อมูลด้านวิชาการในการเรียนการสอนรวมถึงการส่งเสริมความสำพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างครูผู้สอนกับครูผู้สอนระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน และผู้เรียนกับผู้เรียน

จากการค้น “เฟสบุ๊กเพื่อการศึกษา (Youtube for Education)” ในกูเกิลจะพบแหล่งข้อมูล 922 ล้านรายการ และจากการค้น “ศูนย์แห่งการเรียนรู้บนเฟสบุ๊ก (Learning Center on Facebook)” ในกูเกิลจะพบแหล่งข้อมูล 173 ล้านรายการ จะเห็นได้ว่ามีการนำเฟสบุ๊กไปประยุกต์ใช้เพื่อการศึกษาและเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ในสาขาวิชาต่างๆ มากมาย ยิ่งกว่าไปนั้น เฟสบุ๊กได้เป็นสื่อสังคมยอดนิยมสำหรับครูผู้สอน ซึ่งเมื่อเมษายน 2554 เพียร์สัน ได้รายงานผลสำรวจการใช้สื่อสังคมของครูผู้สอนในระดับอุดมศึกษาประมาณ2000แห่ง สรุปได้ว่า ครุผู้สอนร้อยละ 57 นิยมใช้เฟสบุ๊กในด้านส่วนตัว และครูผู้สอน ร้อยละ30 ใช้เฟสบุ๊กในด้านวิชาชีพ เว็บ พีซีเทคแม็กกาซีน ได้อ้างถึงเหตุผล 4 ประการที่ครูผู้สอนควรพิจารณาเลือกใช้เฟสบุ๊กเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา

  1. การพัฒนาด้านภาษาซึ่งครูผู้สอนและผู้เรียนจำเป็นต้องใช้เฟสบุ๊กในการติดต่อสื่อสารและแสดงความเห็นต่างๆเกี่ยวกับวิชาที่เรียนบนเฟสบุ๊ก
  2. การสื่อสารระหว่างบุคคลซึ่งเป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูผู้สอนกับครูผู้สอน ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน และผู้เรียนกับผู้เรียนในการติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน
  3. การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มบนเฟสบุ๊ก
  4. เพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เฟสบุ๊กมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้ หรือ แอพพริเคชั่น เพื่อการศึกษามากมายที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ครูผู้สอนในการเตรียมเนื้อหาการสอนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น

  1. ไฟลล์ (Files) สำหรับอัพโหลดแฟ้มข้อมูลให้กับผู้เรียน
  2. เมอะควิซ (Make a Quiz) สำหรับสร้างคำถามออนไลน์เพื่อทดสอบความรู้ของผู้เรียน
  3. คาเลนเดอร์ (Calendar) สำหรับสร้างปฏิทินแจ้งเตือนกำหนดการต่างๆ
  4. คอร์ส (Course) สำหรับจัดการเนื้อหาการเรียนการสอน

การพัฒนาระบบช่วยสอนเสริมแบบปรับเหมาะ : Development of an Adaptive Tutoring System (ATS)

งานวิจัยเป็นการนำเสนอรูปแบบและวิธีการพัฒนาระบบช่วยสอนเสริมแบบปรับเหมาะ เพื่อใช้เป็นกิจกรรมเสริมในกระบวนการเรียนการสอนของวิชาการเขียนโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการแบบเท็กซ์โหมด สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ โดยระบบจะทำการจัดรูปแบบการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความรู้ของผู้เรียนแต่ละบุคคล ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนได้ด้วยตนเองขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล  หลักการทำงานของระบบใช้แนวคิดของระบบช่วยสอนแบบอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา ขั้นตอนการทำงานของระบบเหมือนกับรูปแบบการเรียนแบบปกติทั่วไป และกรณีที่ค่าระดับความสามารถของผู้เรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะทำการนำเสนอบทเรียนเสริมพิเศษเพิ่มเติมขึ้น

E – portfolio

E – portfolio เป็นระบบการบันทึกผลการปฏิบัติงานของบุคลากรตาม P{D (Position Description) หรือตามแผนปฏิบัติการ ของรายบุคคลหรือของหน่วยงาน ซึ่งจะช่วยให้ฝ่ายที่มีหน้าที่ดูแล สามารถกำกับติดตามความคืบหน้าของการปฏิบัติงานได้

E – portfolio เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและการเก็บรักษาเกี่ยวกับตนเอง ซึ่งอาจจะรวมไปถึงความสนใจอื่นๆ รวมไปถึงประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน การทำงานหรืออาจจะเป็นทักษะต่างๆ ของตัวเราเองและที่สำคัญสามารถนำภาพมาใส่เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้เห็น

การสร้าง E – portfolio ขึ้นมานั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะสามารถนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาเผยแพร่ให้บุคคลอื่นได้ทราบและได้รู้

E – portfolio เป็นพื้นทีส่วนตัวที่สามารถออนไลน์ได้ เพื่อสนทนากับบุคคลทั่วไป และสามารถเก็บข้อมูลต่างๆ

กระบวนการของการสร้าง E – portfolio เป็นมากกว่าการเก็บข้อมูล เพราะมันจะช่วยสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและวิธีคิดของตนเองว่ามีลักษณะอย่างไร มีความเป็นมาอย่างไร และเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสามารถนำเสนอให้บุคคลอื่นได้ทราบ

E – portfolio มักจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้

  1. พื้นที่จัดเก็บที่สามารถจัดระเบียบข้อมูลได้
  2. พื้นที่สนทนาที่สามารถเห็นการสื่อสารได้
  3. พื้นที่นำเสนอซึ่งสามารถกรองและจัดเรียงข้อมูลที่จะนำเสนอได้

E – portfolio เป็นระบบดิจิตอลหรือระบบออนไลน์ที่ข้อมูลสามารถเกิดการสูญเสียได้ เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน แต่เพื่อให้ E – portfolio ไม่เกิดการสูญเสียข้อมูลหรือสูญหายไปจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์เป็นประจำ ซึ่งสามารถทได้ง่ายเพียงแค่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ตเท่านั้นเอง

สาเหตุการสร้างผลงานทาง E – portfolio

  1. เพื่อช่วยเตรียมเรซูเม่หรือการฝากเรซูเม่เพื่อให้ผู้อื่นสนใจเข้ามาอ่าน
  2. เพื่อเก็บบันทึกของการเรียนรู้ของผู้ทำในเรื่องต่างๆ เพื่อต้องการจะสื่อสารถึงบุคคลอื่น

E – Tutor

E – Tutor ถือเป็นเทคโนโลยีการเรียนรู้แบบใหม่ ที่สอดคล้องกับความต้องการและวิถีชีวิตของบุคคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากผู้เรียนสามารถเลือกเวลาและสถานที่ในการเรียนได้ตามสะดวก โดยยังคงได้เรียนรู้เนื้อหาของหลักสูตรต่างๆอย่างครบถ้วน เช่นเดียวกับหลักสูตรอบรมในห้องเรียน รวมทั้งได้ทดลองทำข้อสอบในสถานการณ์เหมือนจริง พร้อมการแนะแนวทางการเตรียมตัวเพื่อให้เกิดความพร้อมสูงสุดในการเข้ารับการทดสอบ

E – Tutor คือ การเรียน e-Learning รูปแบบพิเศษ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมสูงสุดก่อนการทดสอบใบอนุญาต ซึ่ง e-Tutor จะมีลักษณะสำคัญดังนี้

– การเพิ่มตัวอย่างข้อสอบไว้ในตอนท้ายของบทเรียน

– การจัดแบ่งข้อสอบเป็นหมวดตามวัตถุประสงค์

– การเฉลยพร้อมคำอธิบายอย่างละเอียด และการ Link ไปยังเนื้อหาในบทเรียนที่เกี่ยวข้อง

– การรายงานผลการสอบตามหมวดการทดสอบ พร้อมการเทียบคะแนนสอบที่ได้รับกับเกณฑ์การผ่านมาตรฐาน

ระบบคลังข้อสอบ (item bank)

ธนาคารข้อสอบหรือคลังข้อสอบ คือสถานที่หรือแหล่งเก็บรวบรวมข้อทดสอบที่มีการบริหารจัดเก็บและการใช้อย่างมีระบบและธนาคารข้อสอบด้วยคอมพิวเตอร์ คือสถานที่หรือแหล่งเก็บรวบรวมข้อทดสอบที่มีการบริหารจัดการจัดเก็บและการใช้อย่างมีระบบโดยใช้คอมพิวเตอร์

ระบบคลังข้อสอบ เป็นการรวบรวมข้อสอบที่ได้ออกไปในแต่ละวิชาในแต่ละปี มารวมเข้าไว้ด้วยกันที่จุดเดียว มีการรักษาความปลอดภัยของข้อสอบไม่ให้รั่วไหลไปยังผู้ที่ไม่ประสงค์ดี โดยมีการจัดทำฐานข้อมูลคลังข้อสอบอัตโนมัติ โดยไม่ให้ผู้สอบเห็นข้อสอบทุกรูปแบบ ตลอดตั้งแต่ขั้นตอนการรับข้อมูลดิบจากผู้ออกข้อสอบถึงการเลือสุ่มข้อสอบอัตโนมัติ ระบบคลังข้อสอบที่ดีนั้น ควรมีจำนวนข้อสอบที่ใช้จริงประมาณ 5 เท่า

องค์ประกอบของคลังข้อสอบ

สิ่งที่คลังข้อสอบจัดเก็บและมีไว้เพื่อการบริการการวัดผลการเรียน ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ง่ายๆ ไปจนถึงระบบที่ก้าวหน้า ดังต่อไปนี้

  1. ข้อทดสอบทุกรูปแบบ
  2. เฉลยข้อสอบทุกรูปแบบ
  3. ข้อสอบซึ่งจำแนกตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบ
  4. ข้อสอบซึ่งวิเคราะห์แล้วมีความเที่ยงตรง มีความเชื่อถือได้ มีอำนาจจำแนก มีค่าวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ
  5. ข้อสอบซึ่งจำแนกตามคุณลักษณะของข้อสอบแต่ละข้อ
  6. ข้อสอบกลางและข้อสอบมาตรฐานในแต่ละวิชาแต่ละประเภทของการทอสอบ
  7. ข้อทดสอบจำนวนมากในแต่ละเรื่องที่ต้องการทดสอบ
  8. รวบรวมคำถามประเภทคำถามสำหรับปากเปล่า คำเขียนตามคำบอก หัวข้อโครงการและหัวข้อทดลอง
  9. ชุดของข้อสอบประเภท Sample-free test

ประเภทของคลังข้อสอบ

คลังข้อสอบมีการแบ่งประเภทตามความเหมาะสม โดยแบ่งได้ 3 แบบ คือ

1. คลังข้อสอบแบบง่าย เป็นแบบที่รวบรวมที่มีอยู่แล้วไว้ด้วยกัน มีลักษณะเป็น Test Pool หรือเป็น Item Pool การเก็บรวบรวมแบบง่ายๆนี้ อาจจะจัดไว้อย่างเป็นระบบหรือไม่เป็นระบบก็ได้ แต่ให้เป็นที่รู้กันว่าข้อสอบเก่าๆที่เคยมี ที่เคยรวมกันไว้แล้วจะรวมกันอยู่ที่ใดที่หนึ่ง อาจนำมาใช้ซ้ำหรือปรับปรุงสร้างข้อสอบใหม่ได้สะดวก

2. คลังข้อสอบแบบพัฒนาการสร้างคลังข้อสอบแบบพัฒนาขึ้นในโรงเรียนนั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านการวัดผลและประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนค่อนข้างชัดเจน ยังเป็นที่รวมของข้อทดสอบต่างๆ แต่ได้มีการจัดระบบไว้เป็นอย่างดีสอดคล้องกับหลักวิชาการด้านวัดผลและประเมินผลการศึกษา

3. คลังข้อสอบแบบก้าวหน้า คลังข้อสอบแบบก้าวหน้านี้เริ่มด้วยการวางระบบงาน มีการจัดองค์กร มีสายงานรองรับในลักษณะที่เป็นศูนย์ทดสอบขนาดใหญ่ที่ชัดเจน มีผู้บริหารและผู้รับผิดชอบงานในส่วนต่างๆ ของคลังหรือศูนย์ทดสอบอย่างสมบูรณ์

ประโยชน์ของคลังข้อสอบ

  1. ช่วยและอำนวยความสะดวกแก่ครู ในการเลือกข้อสอบที่เคยใช้แล้วมาใช้ใหม่ หรือนำมาปรับปรุงใช้ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
  2. สำหรับคลังข้อสอบที่พัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้น คือการวิเคราะห์ข้อสอบที่มีอยู่แล้ว มีการจำแนกหมวดหมู่ ตามการวัดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้
  3. สำหรับคลังข้อสอบที่เป็นระบบที่ก้าวหน้ามากจะมีข้อสอบในลักษณะที่เรียกว่า Sample-Free Test ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่พัฒนาไปจนถึงขั้นที่ระดับความยาก ง่าย
  4. การมีคลังข้อสอบขึ้นในโรงเรียนแสดงถึงความก้าวหน้าทางด้านการวัดผลและการประเมินผลการศึกษาของโรงเรียน
  5. การมีคลังข้อสอบขึ้นในโรงเรียนทำให้มีเครื่องมือสำหรับตรวจสอบระดับมาตรฐานทางวิชาการ
  6. การจัดให้มีคลังข้อสอบในโรงเรียนจึงเป็นบันไดสำคัญที่จะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนางานการทดสอบการเรียนการสอนให้ดีและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  7. ช่วยลดการสูญเสียแรงงานซ้ำซ้อนในการจัดทำข้อสอบใหม่ทั้งหมด
  8. อำนวยความสะดวกให้กับครู-อาจารย์ที่จะใช้แบบทดสอบในกรณีฉุกเฉิน
  9. ช่วยกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ครู-อาจารย์ได้ใช้ความรู้ความสามารถในการสร้าง ปรับปรุง และพัฒนาข้อสอบหรือแบบทดสอบให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นได้อย่างมากมาย

ที่มา http://www.snc.lib.su.ac.th/snclibblog/?p=36178

ครูดิจิตอล’ (Digital Teacher)

โพสต์31 ม.ค. 2558 21:43โดยJit Thep

ครูดิจิตอล’ (Digital Teacher)

โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

          ณ วันนี้หันไปทางไหน ก็ไม่พ้นคำฮิตติดปากที่ว่า "Digital Economy" หรือ "เศรษฐกิจดิจิตอล" ใครๆ ก็พูด ใครก็กล่าวขวัญ...มันคือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เราเรียกทับศัพท์ว่า "ไอซีที" เป็นปัจจัยประกอบ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นแล้วในบ้านเราก็คือ การซื้อขายสินค้ากันทางอินเตอร์เน็ต สติ๊กเกอร์ของไลน์ (Line) ที่นิยมซื้อมาเล่น การจองตั๋วเครื่องบินหรือโรงแรม หรือตั๋วดูคอนเสิร์ต ภาพยนตร์ ตลอดจนละครเวที รวมไปถึงการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต การซื้อ e-Book ที่ซื้อโดยการดาวน์โหลดได้ทันที สิ่งเหล่านี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า e-Commerce ซึ่งก็เป็นลักษณะหนึ่งของ "Digital Economy"

          ..มองภาพกว้างของ "Digital Economy" ระดับชาติมันใหญ่กว่านี้เยอะ ! เขาบอกกันอีกว่า ถ้าจะให้ Digital Economy มันเกิดได้จริง และมีประสิทธิภาพ การศึกษาของไทยต้องเป็น "Digital Education"
          มิน่าเล่าอะไรๆ จะสำเร็จได้ "การศึกษา" ต้องเป็นพื้นฐานก่อนใคร ซึ่ง "การศึกษา" ที่ว่านี้ หมายถึงการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกคนให้ได้มีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ไร้สายทำงาน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจ มีส่วนร่วม ความสนใจ และจัดระเบียบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้ผลการเรียนและนิสัยการทำงานดีขึ้น ตลอดจนมีทักษะการค้นหาข้อมูลและการสื่อสารที่ดีขึ้น ทั้งหมดนี่แหละคืออานิสงส์แห่ง "Digital Education" ที่แท้จริง ต้องย้ำว่า "แท้จริง" ถ้าเป็นแค่ "เปลือก Digital" คงไม่ได้ ต้องไปให้ถึง "แก่น Digital"
          ผลพวงของ "Digital Education" จะเกิดที่ตัว "เด็ก" หรือ "ผู้เรียน" เป็นสำคัญนั้นคือ "Digital Student" เป็นนักเรียนที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อช่วยยกระดับและปรับปรุงการเรียนหรือผลการเรียนของตนเอง รวมถึงการชี้วัดความเป็นส่วนตัว ทั้งนี้ นักเรียนจะใช้อินเตอร์เน็ตจากบ้าน โรงเรียน ร้านเน็ตคาเฟ่ผ่านสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งการใช้อินเตอร์เน็ตกลายเป็น "ไลฟ์สไตล์" ส่วนตัวของนักเรียนไปเลย คงไม่ใช่แค่เล่นเกมส์หรือสื่อสารแบบ "สังคมก้าวหน้า" เท่านั้น
          พอนักเรียนที่เป็น "Digital Student" เติบใหญ่ไปก็จะเป็น "Digital Citizen" เป็นคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นประจำอย่างมีประสิทธิผล เพื่อเข้ามีส่วนร่วมทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชนจนติดเป็นนิสัย จะแสดงความคิดเห็นหรือชี้แจงเหตุผล ก็ใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารที่สื่อมาจาก "สมอง" มากกว่าการใช้ "เท้า" เดินขบวนประท้วงเพียงอย่างเดียว
          ที่ต้องไล่เรียงกันมาแบบนี้ เพราะเราไม่สามารถหลีกหนี "Digital Age" ไปได้ และมันก็เกี่ยวพันกันไปทั้งระบบตามโครงสร้างต่อไปนี้ และเป็นโครงสร้างหยาบๆ ที่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีและการสื่อสารที่สมบูรณ์แบบในระบบ "Digital"
          ที่ต้องย้ำเป็นพิเศษก็คือ คนที่รู้เรื่อง Digital เป็นอย่างดี ใช้ Digital ก็เป็น อย่าเพิ่งมั่นใจเต็ม 100 เด็ดขาดว่า "ฉันเป็น Digital Man!?" ต้องถามว่านิสัย จิตใจ เป็น Digital ด้วยหรือเปล่า? ใช้เทคโนโลยีต่างๆ แม้จะเป็น Digital ก็ต้องถามต่อว่า ใช้ได้ "คุ้มค่า" หรือไม่ต่างหาก และต้องถามต่อว่า "ประโยชน์" เกิดกับใครอีก (นอกจากตนเอง)
          สิ่งที่จะชี้แนะให้คนโดยเฉพาะ "ผู้เรียน" หรือ "นักเรียน" เป็น "Digital Student" ไปจนถึง "Digital Citizen" คงปฏิเสธไม่ได้ว่าคือ "Digital Teacher" นั่นเอง ครูเป็น "พระเอก/นางเอก" อีกแล้ว (แล้วอย่าเพิ่งเลยเถิดไปโทษว่าคนคนนั้น นักเรียนคนนั้นไม่เป็น "Digital" ก็เพราะครูไม่สั่งสอน..มันยังมีอีกหลายปัจจัย.. ถ้าไม่สำคัญจริงรัฐบาลนี้คงไม่ลงทุนลงแรงเปลี่ยน "กระทรวงไอซีที" มาเป็น "กระทรวงดิจิตอล" หรอกน่า "แล้วชื่อนั้นสำคัญไฉน?" เป็นเรื่องที่ต้องใฝ่รู้ใฝ่ค้นหากันต่อไปละครับ...ท่านผู้อ่าน)
          ความหมาย บทบาท และหน้าที่ของ "Digital Teacher" ที่สรุปทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่า คือครูที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เพื่อช่วยยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งต่างประเทศใช้คำเรียกต่างๆ นานา เช่น "Modem Teacher" "Connected Teacher" แล้วแต่จะเรียก
          ...ถ้าคุณครูจะเรียก และใส่ใจ "Digital Economy" ซึ่งทุกคนเรียกขานและเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาประเทศไทย คุณครูมาพัฒนาตนเองให้เป็น "Digital Teacher" ทั้งตัวตน จิตใจ และวิญญาณ ที่พร้อมจะถ่ายทอด ชี้แนะให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาก่อนดีมั้ย? ครับ!

          

ที่มา-มติชน ฉบับวันที่ 15 ม.ค. 2558 (กรอบบ่าย)

Digital Economy : รู้ทัน เข้าใจ และนำไปใช้

โพสต์31 ม.ค. 2558 21:31โดยJit Thep

“Digital Economy : รู้ทัน เข้าใจ และนำไปใช้”

วิดีโอ YouTube


    Digital Economy คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยการนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตมวลรวมของประเทศให้ทันกับโลกในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่ Knowledge Economy หรือ เศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้ และ Creative Economy ที่วางเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ให้กับสินค้าและการบริการผ่านทางนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

    ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากใช้เทคโนโลยี Digital ทั้งการเล่น Facebook, Smartphone  และ Tablet แต่สิ่งที่พบมากที่สุดคือการใช้เพื่อความบันเทิง และไม่ได้ถูกนำใช้ในด้านการทำงานมากนัก ดังนั้น การเร่งพัฒนาความรู้ การสร้างความตระหนักด้านการใช้เทคโนโลยี Digital ให้กับทุกภาคส่วนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา ราชการ เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การขนส่ง และการทำอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ Digital Economy โดยเน้นการปฎิรูปการศึกษาให้เยาวชนไทยมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น มีพื้นฐานของงานวิจัยและพัฒนาทางด้านไอทีเพื่อลดการนำเข้าอุปกรณ์ Hardware, Communication  และ  Software จากต่างประเทศ ทั้งยัง พัฒนาให้มีการใช้ซอฟต์แวร์ที่ผลิตภายในประเทศ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ทั่วโลกโดยผลิตบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านไอทีให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน เมื่อสังคมไทยมีความตระหนักด้าน Digital มากขึ้นการใช้ข้อมูลออนไลน์ต่างๆ ก็มากขึ้นด้วย สังคมและธุรกิจก็จะเข้าสู่การเป็น Digital Economy และเศรษฐกิจของสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่ Real-Time Economy 
 
     แนวคิดในการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับยุค Digital Economy แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 
1. Digital Commerce ในอดีตมักกล่าวถึง e-commerce แต่ในยุคปัจจุบันตลาดการค้าดิจิตอลได้แตกแขนงไปสู่ mobile-commerce และ Social Commerce ที่ขายของผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ หรือการค้าบนระบบดิจิตอลที่กระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจได้รวดเร็ว 
2. Digital Transformation คือ การนำเอาเทคโนโลยีดิจิตอลต่างๆ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดมูลค่าทางธุรกิจนอกเหนือจากการค้า แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการทำงาน ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
3. Digital Consumption คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นช่องทางการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่มีอยู่เดิม และการใช้เทคโนโลยี Digital มาประยุกต์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการทำธุรกิจต่างๆ 
     นอกจากนี้ เพื่อรองรับกับเทคโนโลยีที่จะเกิดใหม่ และเพื่อก้าวให้ทันกับยุคไอที ในการให้บริการ และ ถ่ายทอดความรู้สู่ภาคประชาชนอย่างทั่วถึง จึงควรให้ความสำคัญและตั้งเป้าที่จะปฏิรูปประเทศสู่เศรษฐกิจเชิง Digital อย่างจริงจัง เพื่อให้มีการขนส่งข้อมูลจำนวนมากโดยสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง เชื่อมต่อกันทั่วทุกพื้นที่ด้วยความรวดเร็ว และการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะสามารถลดช่องว่างเชิง Digital ลดต้นทุนที่เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงไอทีได้ และลดความซ้ำซ้อนในการสร้างเครือข่ายของหน่วยภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้เครือข่ายที่มีคุณภาพและประหยัดการลงทุนสูงสุดเมื่อเข้าสู่ระบบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี พ.ศ. 2558

 
เรียบเรียงโดย :  นางสาวนีรนุช  ตามศักดิ์ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สป.วท.
- See more at: http://www.most.go.th/main/index.php/product/sciencetalk/4054-digital-economy-.html#sthash.PM5XxW95.dpuf

บทบาท Youtube สู่ความเป็น Digital Education

โพสต์31 ม.ค. 2558 21:28โดยJit Thep

ในอดีตนั้นจะเรียนรู้หรือศึกษาอะไร นอกจากจะได้รับความรู้จากครูผู้สอนในห้องเรียนแล้ว หากต้องการเพิ่มเติมอาจจะค้นคว้าจากตำราต่างๆ ได้ แม้ในปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลือนหายไป แต่ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ก็ทำให้เกิดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ผ่านคลิปวิดีโอต่างๆ โดยมีหลากหลายช่องทางในการที่เราจะเสาะแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ มาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ช่องทางการเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอที่สำคัญซึ่งทุกคนนึกถึงเป็นที่แรก ก็คือ Youtube” ซึ่งปัจจุบันเหล่านักวิชาการมากมายเล็งเห็นความสำคัญที่จะผลักดัน เครือข่ายนี้ให้กลายมาเป็นเครื่องมืออันทรงพลังของการเรียนการสอน ไม่ใช่เป็นแค่แพลตฟอร์มของคนที่อยากจะขายของ หรือคนที่อยากจะโชว์ของเท่านั้น

ดังนั้น Youtube โดย Google เล็งเห็นความสำคัญการศึกษาในยุคใหม่ ที่เรียกว่า Digital for Education จึงได้เปิดโอกาสนำหัวขบวนสำคัญของวงการศึกษาไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะการทำคลิปวิดีโอ มาเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน อีกทั้งยังนำไปเผยแพร่ต่อทั้งในระดับประเทศและระดับโลกอีกด้วย มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทัศนะว่า การศึกษาผ่าน Youtube นั้นมีบทบาทสำคัญอย่างไรในประเทศไทย

ทิพย์สุดา สุเมธเสนีย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามภาครัฐ กล่าวยืนยันถึงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล ว่าจะต้องมีการเตรียมพร้อมใน 3 ส่วนได้แก่ 1.Digital Contents 2.Digital Society และ 3.Digital Knowledge ทั้งสามเรื่องนี้ จะขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิตอลทางการศึกษาให้เติบโตเข้มแข็ง และจะเป็นรากฐานที่มั่นคงและเป็นแนวโน้มที่ชัดเจนที่รัฐบาลจะพัฒนาเศรษฐกิจดิจิตอล อันเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลต่อไป

อริยะ พนมยงค์ ผู้จัดการกูเกิลประจำประเทศไทย แสดงทัศนะในนามกูเกิลว่าภายใต้ Digital Economy กูเกิลมองประเทศไทยใน 3 มิติด้วยกัน ได้แก่ มิติแรก Digital For SME มิติที่สอง คือ Digital For Creativity โดยมิติสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ Digital For Educations กูเกิล ไม่ใช่ผู้รู้ไปหมดเสียทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราได้เรียนรู้คือประสบการณ์จากต่างประเทศ จากหลายๆ ประเทศที่มีนโยบายDigital For Educations เราจึงอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาแชร์และมาเล่าให้ฟัง

“สำหรับประเทศไทยนั้น คือจะทำอย่างไรให้การศึกษาไทยมีคุณภาพ ทำอย่างไรให้คนไทยทั่วประเทศเรียนรู้กับสื่อดิจิตอลนี้ได้ เราจะเอามหาวิทยาลัยดังๆ อาจารย์ที่เก่งๆ ที่อัดวิดีโอขึ้นไปบนยูทูบ ทำให้เด็กๆ นักศึกษา ซึ่งไม่ว่าอยู่ทีไหนก็เรียนรู้เนื้อหาได้ทันที”

อีกเรื่องที่สำคัญคือความเท่าเทียม อินเตอร์เน็ตไม่ได้แบ่งชั้น อินเตอร์เน็ททำให้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราฝันอีกแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้กระจายและไปทั่วถึงได้ ดังนั้น หากได้การผลักดันจากสื่ออีกแรงก็หวังว่าความฝันที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นจริงแล้ว ก็จะสำเร็จมากขึ้นไปอีก

Digital for EDU HILI

ความฝันที่เป็นจริงแล้วที่ “อริยะ พนมยงค์” พูดถึงนั้น ก็คือการที่บุคลากรทางการศึกษาไทยหลายสถาบันหลายท่านร่วมมือกันผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ที่เรียกว่าเปิดกว้างทั้งเนื้อหา ทั้งเทคนิคเรียนการสอน และไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่ที่ไหน หรืออายุเท่าไหร่ก็สามารถเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ อาทิ “ครูวีรชัย มาตรหลุบเหลา” ครูสอนเป่าแคนจาก รร.บ้านหนองย่างงัว จ.ร้อยเอ็ด ที่เปิด Channel วีรชัย มาตรหลุบเหลา” ผ่าน Youtube และสร้าง Blog เพื่อเผยแพร่การสอนเป่าแคนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง ซึ่งมีคนเข้ามาเยี่ยมชมทั้งในและต่างประเทศ

หรือ “ครูวีรชาติ มาตรหลุบเหลา” ครูสอนวิทยาศาสตร์ จาก รร.โพนเมืองประชารัฐ จ.ร้อยเอ็ด ที่ใช้ Google และ Youtube เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ให้นักเรียนได้ค้นคว้าความรู้ออกมาเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ ก่อนที่จะสรุปบทเรียนด้วยการตัดต่อวิดีโอเป็นผลงานของนักเรียน แล้วนำมาทำเป็นสื่อเผยแพร่กระบวนการทำงานทั้งหมดผ่านทาง Youtube อีกด้วย

ขณะที่ “ครูสวรรค์ ดวงมณี” ครูแห่งโรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา มอบหมายให้นักเรียนทำหนังสั้นเกี่ยวกับ “จริยธรรมในการใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์” เพื่อปลูกฝังให้เด็กตระหนักและเข้าใจความสำคัญของการเป็นผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างถูกต้องและถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ในระดับอุดมศึกษาก็ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันชั้นนำมาร่วมให้แง่คิดด้วย อาทิ ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด (ประเทศไทย) ศจ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดี ม.ขอนแก่น ซึ่งทุกท่านต่างใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างมากมายในสถาบันของตนนั้น นำมาเป็น Content ชั้นดี แล้วอัพโหลดลง Youtube ก่อนเผยแพร่องค์ความรู้ดังกล่าวสู่โลกออนไลน์ เป็นการเปิดโอกาสทาการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งในทุกระดับ พร้อมกับตอกย้ำว่าวงการศึกษาไทยจะต้องเร่งปรับตัวอย่างรวดเร็วในด้าน Digital Education เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะมั่นใจว่าบุคลากรของไทยนั้นมีความรู้ความสามารถยอดเยี่ยมไม่แพ้ชาติใดในโลก

และไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้น ภาคเอกชนของไทยก็ให้ความสำคัญกับ Digital Education ไม่แพ้กัน โดย “นิติการณ์ ประกอบธรรม” แห่ง Ormschool เป็น Education Channel ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ มุ่งมั่นกับแนวความคิดที่ว่าต้องการจะทำลายอุปสรรคทั้งหมดที่ขวางกั้นการเข้าถึงความรู้และต้องการช่วยให้นักเรียนทุกคนหลุดพ้นจากความไม่รู้ พร้อมกับตั้งเป้าว่าจะสร้างสรรค์วิดีโอแห่งความรู้นี้ให้ได้ถึง 1 แสนคลิปเลยทีเดียว ขณะที่ “วรินทร์เนตร เติมศิริกมล” จากChoc Chip เป็น Education Channel อีกช่อง ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กที่อายุน้อยลงมา กล่าวว่า เป้าหมายคือหวังให้เด็กไทยได้ดูอะไรที่สร้างสรรค์ ส่งเสริมจินตนาการ และยกระดับจิตใจ ที่สำคัญคือผู้ปกครองจะต้องรู้สึกไว้วางใจว่าปลอดภัยเหมาะสำหรับพัฒนาการที่ดีของเด็กไทยอีกด้วย

Josh EngelOK

ด้าน Josh Engel ผู้จัดการ Education Program จาก Youtube ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บอกถึงประโยชน์ของ Youtube ที่ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ว่า ในพาร์ทของการสอนคุณครูสามารถใช้ได้ทั้งในและนอกห้องเรียน ดังนี้

  1. Playlist คุณครูรวบรวมวิดีโอที่ตรงกับสิ่งที่จะสอน เพื่อให้ง่ายและเข้าถึงได้เร็ว และมีประสิทธิภาพในห้องเรียน
  2. Hook ในเชิงนี้คือการเอาวิดีโอเป็นเหมือนดาวเด่นของการเปิดห้องเรียน และดึงดูดความสนใจของเด็ก หรือเป็นประเด็นที่ยาก หรือต้องใช้เวลา ความตั้งใจ หรือมีสมาธิความเข้าใจสูง การ hook จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจมากขึ้น

ส่วนพาร์ทของการเป็นเครื่องมือสำหรับผู้เรียนในทุกวัย แม้จะเรียนจบแล้วหรือไม่ว่าจะอายุมากแค่ไหนก็ตามก็ยังสามารถเรียนรู้ได้ หรือที่เรียกว่า เป็นการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต Live for Learner

“เพราะว่าดิจิตอลเป็นสิ่งดีๆ ที่สามารถยกระดับการศึกษาและประสบการณ์การเรียนรู้ได้ เราอยากให้คนเรียน ไม่ว่าวัยไหน หรืออยู่ที่ไหน สามารถเข้าถึงเนื้อหาหรือวิดีโอได้จริงๆ”

แม้ว่าทุกวันนี้เราจะเห็นแต่คนแชร์คลิปเด็กตีกันหรือคนทะเลาะกันมากมายบนโลกโซเชียล ลองมาเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่ไหม หันมาแชร์เรื่องดีๆ แชร์ความรู้ดีๆ ให้แก่กันดีกว่า ส่วนหนึ่งนอกจากจะเป็นการแบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่นแล้ว ก็ยังเป็นการให้กำลังใจคนทำงานเหล่านี้ คนที่ทำเพื่อการศึกษาไทยของเราจริงๆ ให้พวกเขาได้มีกำลังใจทำสิ่งดีๆ ให้สังคมไทย ที่สำคัญอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำต่อยอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปอีก เพื่ออนาคตที่ดีของวงการศึกษาไทยต่อไป.


ที่มา https://www.marketingoops.com/ads-ideas/integrated/youtube-foe-digital-education/

การแทรกข่าวจากครูไทย.อินโฟ

โพสต์30 ม.ค. 2558 23:07โดยJit Thep

การแทรกข่าวจากครูไทย.อินโฟ


โค้ทข่าวการศึกษา
<iframe marginwidth="0" marginheight="0" src="http://www.kruthai.info/main/newsedu.php" frameborder="0" noresize width="100%" scrolling="no" height="450"></iframe>

โค้ทค้นข่าวมาเล่า
<iframe marginwidth="0" marginheight="0" src="http://www.kruthai.info/main/newsfind.php" frameborder="0" noresize width="100%" scrolling="no" height="250"></iframe>

เทคนิคการใส่เลขหน้าใน MS Word อย่างมืออาชีพ

โพสต์24 ต.ค. 2553 22:02โดยJit Thep

เทคนิคการใส่เลขหน้าใน MS Word อย่างมืออาชีพ

มีคนสอบถามมาบ่อยมาก เกี่ยวกับการใส่เลขหน้าใน MS Word เช่น
"...เอกสารประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็นคำนำ สารบัญ และเนื้อหา ต้องการใส่เลขหน้าเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อหา ให้เริ่มเป็นหน้า 1 แต่ไม่ต้องการใส่เลขหน้าในส่วนที่เป็นคำนำ สารบัญ..." 
หรือไม่ก็ 
"...อยากใส่เลขหน้าในส่วนที่เป็นคำนำ สารบัญ ด้วยตัวอักษร และใส่เลขหน้าในส่วนเนื้อหาเป็นตัวเลข โดยให้เริ่มเป็นหน้า 1 จะต้องทำอย่างไร..." ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

และมักจะได้รับคำแนะนำที่คลาสสิคมากๆ ก็คือ การให้แยกแต่ละส่วนเป็นคนละไฟล์กัน แยกพิมพ์ทีละส่วนแล้วค่อยเอามารวมกัน อืมม...ก็เป็นวิธีที่แก้ปัญหาได้ (ขนาดบิลเกตต์ยังทึ่งเลย ) และคนส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้ เห็นได้จากพวกที่พิมพ์รายงานหรือวิทยานิพนธ์นั่นไง ถ้าอยากดูบทที่ 1 ต้องเปิดไฟล์นี้ แต่ถ้าจะดูบทที่ 5 ต้องเปิดอีกไฟล์หนึ่ง แก้ไปแก้มา ปรากฏว่ามีเลขหน้าซ้ำกันบ้าง โดดข้ามไปบ้าง เสียเวลาต้องมาแก้ใหม่อีก

บางคนยิ่งกว่านั้น คือใช้วิธีพิมพ์เลขหน้าลงไปเอง โดยพิมพ์ไว้บรรทัดบนสุด พิมพ์ไปพิมพ์มา เลขหน้าหายไปอยู่หน้าไหนก็ไม่รู้ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคแบบภูมิปัญญาคนไทยอีกมากมาย ที่คงจะกล่าวถึงได้ไม่หมดในที่นี้ ฮ่าๆๆๆ 


มาแบ่งส่วน (Section) เอกสารกันเถอะ

ปัญหาการใส่เลขหน้าดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น สามารถแก้ไขได้โดยการแบ่งเอกสารออกเป็นส่วนๆ (Section) ก็คงมีแนวคิดคล้ายๆ กับการแยกเป็นคนละไฟล์นั่นเอง แต่การแบ่งส่วนนั้น เอกสารยังคงเป็นไฟล์เดิม โดยวิธีการมีดังนี้

1. เลื่อนเคอร์เซอร์ไปอยู่หน้าตำแหน่งที่ต้องการแบ่งส่วน เช่น หน้าคำว่า บทที่ 1
2. เข้าเมนู Insert > Break > ติ๊กเลือก Next page (ดังรูปที่ 1) แล้วคลิก OK


รูปที่ 1 

จะเห็นว่าส่วนที่เป็นบทที่ 1 จะขึ้นไปอยู่หน้าใหม่ ซึ่งเป็นส่วนที่ 2 (Section 2)

หมายเหตุ การขึ้นหน้าใหม่โดยการเข้าเมนู Insert > Break > แล้วคลิก OK หรือการกดแป้นพิมพ์ลัด Ctrl+Enter นั้น จะเป็นเพียงแค่การขึ้นหน้าใหม่ แต่ยังคงเป็น Section เดิมอยู่ ซึ่งจะใช้ไม่ได้กับกรณีการแยกส่วนที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ 


การใส่เลขหน้าเฉพาะในส่วนที่ต้องการ

หลังจากที่แบ่งส่วนเอกสารแล้ว ให้ไปยังหน้าแรกของส่วนที่ 2 ซึ่งในที่นี้ก็คือ หน้าที่เป็นบทที่ 1 นั่นเอง จากนั้นเข้าเมนู View > Header and Footer จะปรากฏเป็นลักษณะ ดังรูปที่ 2 พร้อมกันนี้จะมีแถบเครื่องมือ Header and Footer ขึ้นมาโดยอัตโนมัติเช่นกัน

ให้สังเกตตอนท้ายของเอกสารหน้าที่อยู่ก่อนหน้าบทที่ 1 จะปรากฏคำว่า Footer -Section 1- (ท้ายกระดาษ -ส่วนที่ 1-) และในหน้าที่เป็นบทที่ 1 (หรือหน้าแรกของส่วนที่ 2) ทางด้านซ้ายจะปรากฏคำว่า Header -Section 2- (หัวกระดาษ -ส่วนที่ 2-) ส่วนทางด้านขวาจะปรากฏคำว่า Same as Previous


รูปที่ 2 

ถ้าเราใส่เลขหน้าตอนนี้ โดยการคลิกที่ไอคอนใส่เลขหน้า (Insert Page) เลขหน้าก็จะเรียงต่อเนื่องกันไปทั้งเอกสาร ตั้งแต่หน้าแรกของส่วนที่ 1 และนอกจากจะใส่เลขหน้าแล้ว เรายังใส่จำนวนหน้าทั้งหมด วันที่และเวลาปัจจุบัน ลงไปได้อีกด้วย (กรุณาศึกษาจากการคลิกไอคอนแต่ละตัว ในแถบเครื่องมือ Header and Footer ดังในรูปที่ 3) หรือแม้กระทั่งการใส่รูปภาพ โลโก้ เพื่อให้แสดงในทุกๆ หน้า ก็ทำได้ครับ


รูปที่ 3 

แต่ถ้าเราต้องการใส่เลขหน้า เพื่อให้แสดงเฉพาะในส่วนที่ 2 เท่านั้น จะต้องทำการยกเลิก Link to Previous เสียก่อน โดยการคลิกที่รูปไอคอนบนแถบเครื่องมือ Header and Footer (ไอคอนรูปเดียวที่จม) ซึ่งคำว่า Same as Previous จะหายไป ดังรูปที่ 4


รูปที่ 4 

ในที่นี้ ผมจะใส่เลขหน้าในส่วนที่ 2 (ส่วนแรกไม่ต้องใส่) โดยจะใส่ไว้มุมขวาบนของเอกสาร ดังนั้นขณะนี้เคอร์เซอร์อยู่ในบริเวณ Header -Section 2 ด้านซ้าย ให้กด Tap 2 ครั้ง เพื่อให้เคอร์เซอร์มาอยู่ด้านขวา แล้วคลิกที่ไอคอนตัวแรก Insert Page Number (ใส่เลขหน้า) ก็จะมีเลขหน้าขึ้นมาที่มุมขวาบนของเอกสาร

ถ้าต้องการให้เลขหน้าในส่วนนี้เริ่มต้นจาก 1 ก็ให้ทำไฮไลท์ที่เลขหน้า แล้วคลิกไอคอนตัวที่ 3 Format Page Number (จัดรูปแบบเลขหน้า) เพื่อเข้าไปตั้งค่าและกำหนดรูปแบบเลขหน้า ดังรูปที่ 5 ซึ่งขั้นตอนก็มีเพียงเท่านี้เองครับ


รูปที่ 5 

ในทำนองเดียวกัน เมื่อพิมพ์เนื้อหาในส่วนที่ 2 นี้หมดแล้ว และจะต้องมีเนื้อหาส่วนอื่นต่อไปอีก เช่น ภาคผนวก โดยต้องการกำหนดเลขหน้าเป็นตัวอักษร ก็สามารถใช้วิธีการเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือการแบ่งส่วนใหม่สำหรับภาคผนวก เป็น Section 3 และอย่าลืมยกเลิก Link to Previous ออกด้วยนะครับ เพื่อจะได้จัดรูปแบบหัวกระดาษ-ท้ายกระดาษ หรือรูปแบบเลขหน้าได้โดยอิสระ

นอกจากนี้แล้ว หากเราดูในรูปที่ 1 ในส่วนที่เป็น Section break types ยังมีตัวเลือกอื่นอีก หรือถ้าเราเข้าไปที่เมนู File > Page Setup แล้วเลือกที่แถบ Layout ดังรูปที่ 6 ก็จะเห็นว่า ยังมีตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับ หัวกระดาษ-ท้ายกระดาษ ที่น่าสนใจอีก เช่น การกำหนดรูปแบบของหัวกระดาษ-ท้ายกระดาษ ในส่วนที่เป็นหน้าคู่-หน้าคี่ ให้แตกต่างกันก็ทำได้ 

หรือการที่เอกสารบางส่วนเป็นแนวตั้ง บางส่วนเป็นแนวนอน แต่อยู่ในไฟล์เดียวกัน ก็สามารถทำได้เช่นกัน ก็โดยใช้การแบ่งส่วน (Section) นี่แหละครับ ซึ่งในโอกาสหน้าผมจะมาอธิบายเพิ่มเติม หรือใครจะไปลองเล่นดูก่อนก็ได้ครับ


รูปที่ 6 



การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบบเครื่องต่อเครื่อง ( Wireless: Ad hoc mode)

โพสต์17 ต.ค. 2553 06:28โดยJit Thep

การเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายแบบเครื่องต่อเครื่อง ( Wireless: Ad hoc mode)

การเชื่อมต่อแบบกลุ่มส่วนตัว(Ad-Hoc)
การเชื่อมต่อแบบ Ad-Hoc เป็นการเชื่อมต่อที่ประกอบด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปที่ติดตั้ง
การ์ดแลนไร้สาย (หรือ Centrino Notebook) ทำการเชื่อมต่อสื่อสารกันโดยตรงไม่ต้องผ่านอุปกรณ์กระจาย
สัญญาณ (Access Point) โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อแบบนี้สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลได้เช่น แชร์
ไฟล์ เครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์ต่างๆ การสนทนาแบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ และเล่นเกมส์แบบวงแลนได้ ซึ่งช่วยให้
เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยไม่ต้องมีสายสัญญาณ แต่การเชื่อมต่อแบบ Ad-Hoc จะไม่
สามารถติดต่อสื่อสารกับเครือข่ายมีสายสัญญาณได้ นอกจากจะทำการติดตั้งอุปกรณ์ Acces Point เพื่อให้
Access Point ทำการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลไป


สำหรับ Windows XP



1. เข้าไปที่ Control Panel -> Network Connection



2. ดับเบิ้ลคลิกบน Local Area Connection เพื่อดูค่า IP Address ของเครื่องแม่



3. จากนั้นเลือกแทบ Support คลิกปุ่ม Details เพื่อดูค่าทั้งหมด



4. จะขึ้นหน้าต่างนี่ให้สนใจ ค่า IP Address, DHCP Server เนื่องจากจะใช้ IP จากสองตัวนี้ในการอ้างอิงถึง
กันระหว่าง LAN และ Wireless

  • นำ IP Address หากเครื่องนี้เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดย Dial Up หรือ อินเตอร์เน็ตรอดแบรนด์
    แบบต้องเชื่อมต่อเองทุกครั้ง จะต้องนำค่านี้ไปเซตให้ Wireless Connection
  • นำ DHCP Server หากเครื่องนี้หากเป็นการเชื่อมต่อแบบผ่าน Router หรือเซตให้โมเด็มเป็น
    Router เรียบร้อยแล้ว แค่เปิดโมเด็มหรือ Router หรือโมเด็มก็เล่นเน็ตได้เลย จะต้องนำค่านี้ไปเซตให้
    Wireless Connection



5. จากนั้นคลิกขวาบนไอคอน Local Area Connection เดิมนี่แหละ เลือก Properties -> แทบAdvanced
จะขึ้นหน้าต่างนี้มา ทำเครื่องหมายทั้งสองช่อง ช่องแรกหมายถึงให้แชร์เน็ตให้กับ เครือข่ายอื่นๆ ช่องที่สอง
หมายถึงให้เครือข่ายอื่นๆควบคุมการหรือยกเลิกการแชร์นี้ได้ได้ (ถ้ายังไม่มีช่องให้ทำเครื่องหมายให้ไปดูวิธีท้าย
บทความก่อนนะครับ)




6. จากนั้นไปที่ Wireless Network Connection คลิกขวา Properties



7. จากนั้นเลือกตามในรูปครับ เพื่อเข้าไปตั้งค่า IP Address ของ Wireless เครื่องแม่ครับ



8. เซตค่าต่างๆดังนี้ ไอพีตั้งตามในรูปครับ ส่วน DNS server ให้เอาจาก ข้อ 4. ครับ ของใครเป็นแบบใหนก็เอา
ค่าตรงนั้นมาใส่ครับ

  • สาเหตุที่ต้องตั้งไอพีเป็น 192.168.xxx.xxx เนื่องจากไอพีในกลุ่มนี้เป็น Private IP ครับ เป็นไอพีที่
    สงวนไว้ให้แต่ละองกรค์หรือบุคคลทั่วไปนำมาสร้างเครือข่ายใช้กันเอง โดยเมื่อเป็นไอพีแบบนี้แล้ว
    ข้อมูลจะไม่ถูกส่งออกไปข้างนอกเครือข่ายครับ ยกเว้นเราไปเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นที่เชื่อมต่อ
    อินเตอร์เน็ตแล้วบอกให้เราส่งข้อมูลไปให้หรือให้ส่งผ่านเครือข่ายนั้นด้วย



9. จากนั้นไปที่แทบ Wireless Networks แล้วคลิกปุ่ม Add ครับ เพื่อทำการสร้าง SSID ขึ้นมาสำหรับให้
เครื่องอื่นเชื่อมต่อครับ




10. ให้เซตตามรูปครับ ใส่ SSID ตามที่ต้องการครับ จะหมายถึงชื่อเครือข่ายที่เราสร้างขึ้นครับ ตรงช่อง
Network key หมายถึงให้ใส่ Password สำหรับการเชื่อมต่อ ให้ใส่ตามใจชอบครับแต่แค่ 5 ตัวนะ เพราะ
WEP เป็นการเข้ารหัสอย่างง่ายครับ ห้ามขาดห้ามเกินนะ




11. เลือกแทบ Connection เครื่องหมายช่องนี้ด้วย หมายถึงให้เชื่อมต่อกันอัติโนมัติเมื่ออยู่ในระยะที่เชื่อมต่อได้



12. ก็จะได้เครือข่ายของเราเพิ่มขึ้นแล้วมาครับ



13. จากนั้นคลิกปุ่ม Advanced ทำเครื่องหมายดังรูปครับ เพื่อให้เครื่องนี้เชื่อมต่อกับโหมด Ad-Hoc เท่านั้น
เพื่อไม่ได้มันเชื่อมต่อกับ Access Point ตัวอื่นหาอยุ่ในระยะ ก็จะกลายเป็นมันไม่ได้เชื่อมต่อกับเครื่องลูกที่เรา
ต้องการอีก




14. เห็นใหมครับได้เครือข่ายเรามาแล้วเชื่อมต่อกันได้เลยครับ



15. เมื่อเราเชื่อมต่อแล้ว หมายถึงตอนนี้เครื่องแม่เรียบร้อยแล้วที่จะจ่ายไอพีและแชร์อินเทอร์เน็ตให้เครื่องอื่นๆ
ภายในเครือข่ายได้แล้ว แต่ Ad-Hoc ให้ใช้งานสูงสุด 9 เครื่องเท่านั้นนะครับ




16. ไปเครื่องที่ต้องการจะเชื่อมต่อได้เลยครับ จัดการให้มันค้นหาเครือข่ายก็จะเจอเครือข่ายที่เราสร้างขึ้นมา เริ่ม
Connect




17. เมื่อเราเริ่มเชื่อมต่อก็ต้องใส่ Password ก่อนครับ เอา Password ที่ตั้งไว้มาใส่ได้เลย เครื่องจะทำการเซ็ตไอพีตัวเองเมื่อใส่ Password ถูกต้อง



18. เครื่องจะเริ่มยืนยันสิทธิการใช้งานและรับค่าไอพีต่างๆมา เมื่อเสร็จสิ้นขึ้นตอนนี้ก็เป็นอันเรียบร้อย





19. เมื่อการเชื่อมต่อเสร็จเรียบร้อยเข้าไปดูค่าไอพีครับ จะได้ไอพีและค่าสำหรับเน็ตเวิร์คอื่นๆมาจากเครื่องแม่



20. ว่าแล้วก็เข้าเว็บโปรดของเรากันได้เลย


*** เพิ่มเติม
หาก Local Area Connection ไม่มีช่องให้ทำเครื่องหมายสำหรับการอณุญาติให้เครือข่ายอื่นใช้อินเทอร์เน็ต
หรืแชร์อินเทอร์เน็ตให้คลิกตรงง Network Setup Wizard ก่อนครับ




1. เข้ามาหน้าแรกก็ Next ไปก่อนครับ



2. หน้าที่สองก็ Next ไปครับ



3. หน้านี้ก็ทำเครื่องหมายในช่อง Ignore แล้ว Next เพื่อข้ามไปครับ



4. ทำเครื่องหมายตามรูปครับ แล้วก็ Next



5. เลือกเป็น Local Area Connection และก็ Next



6. เลือกเป็น Wireless Network Connection เพื่อให้สองเครือข่ายเชื่อมต่อกัน



7. ทำเครื่องหมายตามรูปเพื่อแชร์ไฟล์และพริ้นเตอร์ครับ



8. คราวนี้ก็มาตั้งชื่อเครื่องเพื่อใช้ในการอ้างอิงในการแชร์ไฟล์หรือเรียกใช้งานต่าง ช่องบนเป็นแค่
รายละเอียดเสริมเวลาเรียกใช้ ส่วนช่องล่างคือชือเครื่องเราครับ




9. จากนั้นก็มาตั้งชื่อ Workgroup ครับ



10. คราวนี้ก็จะมีหน้าสรุปการตั้งค่าให้เราดูครับถ้าพอใจแล้วก็ Next ไปครับ



11. เครื่องก็จะเริ่มทำการตั้งค่าต่างๆตามที่เราเซตไว้



12. เมื่อเสร็จแล้วก็จะต้องรีสตาร์ตหนึ่งรอบเพื่อเป็นการเปลี่ยนค่าให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็ดำเนินการตั้งค่า
ต่อไปตามข้อที่ค้างไว้อยู่ครับ




สำหรับ Windows Vista

เครื่องโฮสต์



1. เข้าไปที่ Start -> Control Panel -> Network and Sharing Center



2. เลือก Manage wireless network



3. Add เพื่อสร้าง Network ขึ้นมาใหม่



4. เลือกเป็น Create an ad hoc network



5. Next ไปครับเป็นแค่การอธิบายรูปแบบ network เท่านั้น



6. เซตค่าต่างๆของ network ที่สร้างขึน้ มา
     6.1. ชื่อ network ที่ต้องการสร้างได้ตามต้องการครับ
     6.2. รูปแบบความปลอดภัยในการเข้ารหัส
     6.3. พาสเวิร์ดสำหรับเชื่อมต่อกับ network นี้ตัง้ได้ตามต้องการแต่ต้องเป็น 5 ตัวอักษรเนื่องจากเป็นการเข้ารหัส
         แบบ WEP ครับ




7. เท่านีก้ารสร้าง network ก็เรียบร้อย



8. คราวนีมาเซตให้ Local Area Connection แชร์อินเทอร์เน็ตให้กับ Wireless Network Connection กัน



9. คลิกขวาที่ Local Area Connection



10. เลือก Properties



11. ทำเครื่องหมายทัง้สองช่องดังรูปครับ



12. มาที่ Wireless Network Connection ดับเบิล้คลิกครับ



13. เราได้ Ad‐hoc Network ชื่อ MyWifiVista ขึน้ มาแล้ว สถานะกำลังรอการเชื่อมต่อ ไปเครื่อง Client ที่ต้องการ
นำมาเชื่อมต่อได้เลยครับ


เครื่องไคลเอนต์
     มาที่เครื่องที่จะเชื่อมต่อกันเอาเป็นว่าข้ามระบบปฏิบัติการกันเลยนะ



1. ก็เข้าไปที่ Wireless Network Connection ถ้าเน็ตเวิร์คที่สร้างไว้ยังไม่ขึน้ ก็ลอง Refresh network list ดูนะ
ครับ




2. เมื่อเราเริ่มทำการเชื่อมต่อก็ต้องใส่พาสเวิร์ดที่เซตไว้บน Vista นั่นแหละครับ



3. เมื่อ connect รอบแรกเสร็จแล้วต้องกด connect อีกรอบนะครับเพราะรอบแรก network มันแค่เซตค่าตัวเอง
เท่านั้น




4. เมื่อทำการ connect รอบที่สองเครื่องก็จำทำการรับที่อยู่ ip address และค่าต่างๆมาจากเครื่องโฮสต์



5. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนเรียบร้อยก็ทำการเชือมต่ออินเทอร์เน็ตดู

1-10 of 26

Comments